หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

รีวิว Canon EOS 7D


Key features ของ Canon EOS 7D 

  • 18MP APS-C CMOS sensor
  • 8 frames per second continuous shooting
  • 1080p HD video recording with manual controls
  • 3.0 inch Clear View II LCD screen with 920,000 dots
  • 19-point AF system (all cross-type)
  • 1.0x magnification and 100% coverage viewfinder
  • Wireless flash control
  • Environmental sealing




ลักษณะของตัวกล้องCanon EOS 7D 

 สำหรับลักษณะของตัวกล้องCanon EOS 7D นั้นจะเป็นแมกนีเซียมที่ Seal กันฝุ่น กันละอองน้ำ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างสมบุกสมบันมากขึ้นกว่า EOS 50D ที่ไม่มีระบบ Seal Image Sensor EOS 7D ติดตั้งเซ็นเซอร์รับภาพ CMOS ขนาด APS-C ที่พัฒนาใหม่มีความละเอียดสูงถึง 18 ล้านพิกเซล


Image Processor ใช้ Dual DIGIG 4 Processor ซึ่งจัดว่ากล้องรุ่นนี้ เป็นกล้องตัวที่ 3 ของ Canon ที่ใช้ Image Processor เป็น Dual DIGIC 4 ที่มีความเร็วสูง ก่อนหน้านี้กล้องที่ใช้ Dual DIGIC 4 มีเพียง EOS 1D Mark III และ EOS 1Ds Mark III เท่านั้นที่ใช้ Image Processor แบบนี้ ซึ่งจะช่วยให้กล้องสามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อถ่ายภาพด้วยความเร็วสูง ให้ความแม่นยำ และทำให้ภาพมีคุณภาพที่สูงขึ้น


สำหรับความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่อง สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้ด้วยความเร็วถึง 8 ภาพต่อวินาที

สำหรับระบบการความไวแสงสูงขึ้น Canon EOS 7D สามารถตั้งความไวแสงได้ตั้งแต่ ISO 100 ถึง ISO 6400 และสามารถเร่งได้ถึง ISO 12800 โดยมีสัญญาณรบกวนที่ต่ำ คงสีสันให้สดใสได้เป็นอย่างดี

สำหรับระบบการระบบ Auto Focus ปรับปรุงพัฒนาให้ใช้งานง่ายและมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้จุดโฟกัสภาพเป็น 19 จุด ทุกจุดโฟกัสเป็นแบบ Cross Type ที่มีเพิ่มให้ใช้มากขึ้นก็คือ ระบบ Auto Focus มีให้เลือกใช้จุดโฟกัสได้มากถึง 5 แบบด้วยกันคือ

Single AF ที่มีจุดโฟกัสให้เลือกได้ 19 จุด เป็นการเลือกจุดโฟกัสด้วยตนเอง

Spot AF เป็นการบีบจุดโฟกัสให้เล็กลงไปอีก เพื่อเพิ่มความแม่นยำในจุดที่ต้องการมากยิ่งขึ้น สามารถเลือกได้ทั้ง 19 จุด พื้นที่โฟกัสภาพจะเล็กกว่า Single AF เลือกจุดโฟกัสด้วยตัวเอง

AF point Expansion เป็น Mode โฟกัสที่ใช้ในกรณีที่สภาพแสงไม่ค่อยอำนวยทำให้การโฟกัสภาพยาก ถ้าเลือกเป็นระบบนี้จุดโฟกัสจะทำงานร่วมกับจุดโฟกัสข้างเคียงเพื่อให้การโฟกัสภาพทำได้ง่ายขึ้น เป็นการเลือกจุดโฟกัสเอง

Zone AF เป็นการเลือกจุดโฟกัสเป็นพื้นที่ เพื่อทำให้การโฟกัสง่ายขึ้น เลือกเป็น Zoneได้ 5 Zone

Auto Select 19 จุด AF ในระบบนี้จุดโฟกัสภาพทั้ง 19 จุดจะทำงานโดยอัตโนมัติ

การตั้งเลือกระบบจุดโฟกัสภาพสามารถตั้งเลือกการปรับต ั้งได้ที่ Custom Function III และทำการเลือกได้อย่างรวดเร็วได้ด้วยปุ่ม [Q] ด้านหลังของกล้อง ทำการเลือกที่ช่องจุดโฟกัส กดปุ่ม SET จะมีเมนูย่อย กดเลือกได้ด้วยปุ่ม [M-Fn] เหนือปุ่มชัตเตอร์ 

สำหรับระบบการวัดแสง มีการพัฒนาระบบวัดแสงเพิ่มมากขึ้นอีก 2 รูปแบบ คือ ระบบวัดแสงแบบ The Focus Colour Luminance Metering System ซึ่งเป็นการประมวลผลร่วมกับระยะทางในการโฟกัสภาพ สีของภาพ และความสว่างของภาพมาประมวลผลเป็นค่าวัดแสงในการใช้ง านเพิ่มความแม่นยำมากยิ่งขึ้น 

การพัฒนาอีกประการหนึ่งนั่นคือการใช้ Metering Sensor ใหม่เป็น Dual Layer Sensor วัดแสงเป็น 64 พื้นที่ สัมพันธ์กับจุดโฟกัสภาพ ควบคุมการวัดแสงเป็น 2 Layer คือ Layer หน้าว่องไวต่อแสงสีแดงและแสงสีเขียว Layer หลัง ว่องไวต่อแสงสีน้ำเงินและแสงสีเขียวนำมาเปรียบเทียบป ระมวลผลทั้ง 2 Layer ปรับเป็นค่าวัดแสงที่จะให้ความเที่ยงตรงมากยิ่งขึ้น

สำหรับระบบLive View ระบบ Live View แสดงบนจอ LCD ขนาด 3 นิ้ว ความละเอียดสูง 920,000 พิกเซล จอ LCD เป็นแบบ Clear view II เช่นเดียวกับที่ใช้ใน EOS 5D Mark II ดูได้ชัดเจน มุมกว้าง 160 องศา ความสว่างปรับได้อัตโนมัติตามสภาพแวดล้อม ระบบโฟกัสภาพเลือกได้ 3 แบบ คือ Live mode เป็นระบบโฟกัสอัตโนมัติด้วยการอ่านความเปรียบต่าง มีความรวดเร็วในการโฟกัสพอใช้ได้ ระบบ Face Live mode เป็นระบบโฟกัสอัตโนมัติเช่นเดียวกับ Live mode แต่เน้นที่ใบหน้าคน และระบบ Quick mode เป็นระบบโฟกัสเร็ว ที่กล้องจะทำงานด้วยการยกกระจกโฟกัสภาพ


สำหรับระบบถ่ายภาพวิดีโอ ในกล้อง EOS 7D ได้ติดตั้งระบบถ่ายภาพ วิดีโอ มาให้ใช้งานเป็นระบบ Full HD ที่มีความละเอียดสูง พร้อมบันทึกเสียง และสามารถต่อไมโครโฟนภายนอกได้อีกด้วย ตั้งความละเอียดภาพได้ 3 ระดับ และสามารถเลือกจำนวนภาพต่อวินาทีได้อีกหลายรูปแบบ

การใช้งานกับระบบ Live View ได้รับการปรับปรุงให้ใช้งานง่ายขึ้นด้วยปุ่มเพียงปุ่ มเดียว คือปุ่ม [Start Stop] ที่มีก้านสลักที่ใช้ผลักเพื่อเลือกว่า การถ่ายภาพนิ่ง หรือ ถ่ายภาพวิดีโอ เมื่อต้องการใช้ระบบ Live View ก็กดปุ่มนี้ ถ้าสลักอยู่ที่รูปกล้องก็จะเป็นการเข้าสู่การถ่ายภาพ นิ่ง แต่ถ้าสลักผลักไปที่รูปกล้องวิดีโอ ก็จะเข้าสู่ระบบการถ่ายภาพวิดีโอทันที เมื่อต้องการถ่ายภาพวิดีโอก็กดปุ่ม การถ่ายภาพวิดีโอก็จะเริ่มทันที ถ้าต้องการหยุดก็กดซ้ำการถ่ายก็จะหยุด สามารถเปิดภาพดูได้ทันที

 Canon EOS 7D ถือว่าเป็นกล้องที่อยู่ในระดับโปร ที่นักถ่ายภาพอยากได้กันมานานเลยก็ว่าได้ ด้วยการปรับปรุงพัฒนาให้มีคุณสมบัติในการใช้งานได้หลากหลายไปมากกว่า Canon 50D อย่างหายห่วง 

วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การทำความสะอาดช่องมองภาพ




ช่องมองภาพเป็นส่วนที่ใกล้ตามากที่สุดเมือทำการถ่ายภาพ ฝุ่นชิ้นเล็ก ๆ หรือคราบที่อยู่บนกระจกของช่องมองภาพจึงอาจทำให้รู้สึกรำคาญ ระคายเคือง ทำให้คุณภาพในการมองภาพลดลง หรือเกิดภาพเบลอ การทำความสะอาดช่องมองภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้กับการทำความสะอาดหน้าเลนส์ กล้องหลาย ๆ รุ่นอาจยากที่จะทำความสะอาดช่องมองภาพ โดยเฉพาะกล้องดิจิตอลแบบคอมแพคเนื่องจากขนาดของช่องมองภาพที่ค่อนข้างเล็ก อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การทำความสะอาดช่องมองภาพมีความยากลำบากคือ โดยปกติกระจกช่องมองภาพจะอยู่ลึกลงไปในตัวกล้อง หรือมีขอบยางรองช่องมองภาพขั้นอยู่
  หากเป็นกล้องที่นสามารถถอดยางรองช่องมองภาพออกได้ การถอดยางรองนี้ออกก็ทำความสะอาดช่องมองภาพก็จะช่วยให้ขั้นตอนการทำความสะอาดง่ายขึ้นมาพอสมควร 

การทำความสะอาดกระจกช่องมองภาพสามารถทำได้โดยการใช้น้ำยาสำหรับเช็ดทำความสะอาดเลนส์ หรือใช้น้ำยาเช็ดกระจกผสมน้ำในอัตราส่วน 50:50 ก็ได้ ในการเช็ดควรใช้ความระมัดระวังอย่างสูง เช่นเดียวกับการเช็ดหน้าเลนส์ เนื่องจากกระจกช่องมองภาพเป็นส่วนที่มีความละเอียดอ่อนไม่แพ้ชิ้นเลนส์เลย การทำให้กระจกช่องมองภาพเป็นรอยเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่ทำการมองผ่านช่องมองภาพเพื่อถ่ายภาพ ในการเช็ดไม่ควรใช้น้ำยาที่มากเกินไป เนื่องจากขนาดพื้นที่ ที่ไม่ใหญ่มากของช่องมองภาพ การใช้น้ำยาเช็ดมากเกินไปอาจทำให้น้ำยาส่วนเกินไหลซึมเข้าไปในตัวกล้อง หลังจากเช็ดทำความสะอาดเรียบร้อยควรใช้ผ้าเช็ดเลนส์ หรือคอทตอนบัทเช็ดให้แห้งทันที และเป่าด้วยลูกยางเป่าลม

ยางรองช่องมองภาพ และชิ้นส่วนที่เป็นยาง

กล้องถ่ายภาพส่วนมากจะมีชิ้นส่วนที่เป็นยางอยู่หลายชิ้น เช่น บริเวณกริปของตัวกล้อง ยางรองช่องมองภาพ การทำความสะอาดชิ้นส่วนเหล่านี้สามารถทได้โดยใช้คอทตอนบัทชุบทินเนอร์ แล้วบีบให้แห้งหมาด ๆ จากนั้นเช็ดบนชิ้นส่วนที่เป็นยางเบา ๆ  ให้ทั่ว ควรระวังอย่าใช้ทินเนอร์มากเกินไป  และการเปื้อนไปโดนชิ้นส่วนอื่นข้างเคียง ซึ่งจะให้ลายที่พิมพ์บนตัวกล้อง หรือพื้นผิวเสียหายจากแอลกอฮอล์ จากนั้นเป่าให้แห้งด้วยลูกยางเป่าลม


LCD screen และหน้าจอแสดงภาพ
ชิ้นส่วนเดียวของกล้องถ่ายภาพดิจิตอลที่ดูเหมือนจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ในกล้องรุ่นใหม่ ในขณะที่ชิ้นส่วนอื่น ๆ พยามทำให้มีขนาดเล็กลงคือ หน้าจอแสดงภาพ ยิ่งหน้าจอมีขนาดใหญ่มากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งต้องการ การดูแลทำความสะอาด และการระมัดระวังที่มากขึ้น โดยเฉพาะกับกล้อง D-SLR เนื่องจากเวลาถ่ายภาพจำเป็นตัวเอาตัวกล้องมาแนบกับหน้า เพื่อที่จะมองผ่านช่องมองภาพ ทำให้ตัวกล้องจะสัมผัสกับความมันบนใบหน้า หรือเหงื่อ ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับหน้าจอคงเป็นการใช้สติกเกอร์ใสชนิดพิเศษ หรือที่เรียกว่า Screen Protector ปิดทั้งหน้าจอเพื่อป้องกันรอยขีดข่วน และง่ายต่อการทำความสะอาด หากหน้าจอแสดงผลติดสติกเกอร์ป้องกันไว้ การทำความสะอาดก็เพียงแต่ใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบมันออก แต่หากหน้าจอแสดงผลไม่ได้มีสติกเกอร์ป้องกัน การทำความสะอาดจะแตกต่างไปตามลักษณะของหน้าจอ โดยทั่วไปหน้าจอแสดงผลของกล้องดิจิตอลจะมาในสองรูปแบบ คือ หน้าจอแสดงผลที่มีกระจก หรือพลาสติกใสปิดไว้ด้านหน้า ซึ่งทำให้ไม่สามารถสัมพัสหน้าจอโดยตรงได้ กับหน้าจอแสดงผลที่ไม่มีกระจก หรือพลาสติกใสปิดไว้เลย การเช็ดทำความสะอาดหน้าจอแสดงผลโดยตรงต้องทำด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากหน้าจอแสดงผลเหล่านี้สามารถแตกได้หากได้รับแรงกดที่รุนแรง การทำความสะอาดหน้าจอแสดงผลจะใช้วิธีการทำความสะอาดเดียวกับการทำความสะอาดเลนส์ ด้วยการเช็ดเพียงเบา ๆ หรืออาจใช้น้ำยาเช็ดกระจกผสมน้ำ 50:50 แล้วใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หมาด ๆ เช็ด แล้วเช็ดตามด้วยผ้าแห้งทันที

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การวัดแสงเพื่อการถ่ายภาพ



เทคนิคการวัดแสงขั้นพื้นฐาน ให้พิจารณาจากปัจจัยสำคัญดังนี้

แหล่งต้นกำเนิดแสง
กล้องปัจจุบันสามารถปรับสมดุลย์สีขาว (White balance) ได้อัตโนมัติ ผู้ใช้กล้องทั่วไปจึงไม่ได้ให้ความสำคัญในส่วนนี้ แต่แท้จริงแล้วเป็นส่วนสำคัญที่จะได้ภาพที่มีสีสรรถูกต้อง เนื่องจากฟิล์มถูกผลิตมาให้เหมาะสมกับอุณหภูมิสีของแสงตามที่ออกแบบมา เช่น แสงอาทิตย์ (Daylight) หรือแสงจากหลอดไส้ หรือแสงจากหลอดนีออน เป็นต้น หากเป็นกล้องดิจิตอลรุ่นใหม่ มักจะออกแบบมาให้สามารถปรับเปลี่ยนชนิดแหล่งต้นกำเนิดแสงได้ แม้ว่ากล้องจะมีปุ่มปรับสมดุลย์สีขาวอัตโนมัติ (Auto White balance) มาแล้วก็ตาม แต่บางครั้งการทำงานของระบบอัตโนมัติก็ไม่ถูกต้องนัก ซึ่งเราจะเห็นได้จากจอ LCD ว่าสีเพี้ยน หากเป็นเช่นนี้เราก็ต้องปรับตั้งแหล่งต้นกำเนิดแสงด้วยตนเอง เช่น แสงอาทิตย์ / แสงอาทิตย์มีเมฆมาก / แสงอาทิตย์ใต้อาคาร / แสงจากหลอดไส้ / แสงจากหลอดนีออน / ตั้งสมดุลย์สีขาวเอง (Custom) หากเราลองเปลี่ยนสมดุลย์สีขาวชนิดต่างๆในกล้องแล้วยังได้สีไม่ตรงตามความเป็นจริง เราต้องใช้วิธีตั้งสมดุลย์สีขาวเอง ซึ่งวิธีการจะแตกต่างกันไปในกล้องแต่ละยี่ห้อ ซึ่งวิธีการโดยทั่วไปจะต้องใช้กระดาษสีขาวมาวางไว้ภายใต้สภาพแสงขณะนั้น แล้วเลือกตั้งสมดุลย์สีขาวเอง จากนั้นส่องกล้องให้เห็นกระดาษสีขาวเต็มจอ กดปุ่ม Set เพื่อให้กล้องอ่านอุณหภูมิสีขณะนั้น กล้องจะปรับแก้ให้เราเห็นกระดาษขาวเป็นสีขาวจริงๆ ผ่านจอ LCD เป็นเสร็จพิธี แล้วก็ถ่ายภาพที่มีสีถูกต้องในสภาพแสงนั้นได้ตลอด หากออกจากสภาพแสงนั้นแล้วอย่าลืมเปลี่ยนสมดุลย์สีขาว หรือตั้งค่าใหม่ด้วยนะครับ

ทิศทางของแสง
การถ่ายภาพแบบพื้นฐานนั้น เราจะเน้นแต่แสงธรรมชาติกับแสงจากแฟลช แบ่งเป็น 1.แสงส่องวัตถุคือแสงส่องหน้าแบบของเรา ซึ่งแสงจากแฟลชก็เป็นแสงแบบนี้ 2.แสงหลังหรือที่เรียกว่าย้อนแสง 3.แสงข้าง 4.แสงบนเช่นตอนเที่ยงวัน การวัดแสงควรวัดแสงที่วัตถุเท่านั้นจะได้ค่าการวัดแสงที่ถูกต้องที่สุด ในกรณีแสงข้าง ควรวัดแสงเฉลี่ยด้านมืดกับด้านสว่าง แต่ถ้าเราต้องการภาพเชิงศิลป์ออกโทนมืดๆหน่อย ให้วัดแสงที่ด้านสว่าง กรณีนี้ต้องใช้กล้องที่สามารถปรับวิธีวัดแสงแบบเฉพาะจุด (Spot) จะได้ไม่ต้องเข้าใกล้ขนาดจ่อหน้านางแบบมาก ขอเสริมเทคนิคให้สำหรับกล้องที่ไม่สามารถปรับวิธีวัดแสงแบบเฉพาะจุดได้ ให้ใช้วิธีวัดแสงกับมือของตากล้องนี่แหละครับ ดูแปลกๆหน่อยแต่ก็ช่วยให้วัดแสงได้แม่นยำขึ้นนะครับ โดยหลักการแล้ว กล้องแบบนี้จะวัดแสงเฉลี่ย ดังนั้นช่างภาพยกมือเราขึ้นมาทำให้แสงที่ตกบนมือเราเหมือนกับที่หน้านางแบบ เช่น แสงข้าง ก็ต้องกำมือปรับมุมข้อมือให้แสงตกบนหลังมือเราเหมือนแสงที่หน้านางแบบ แล้วเอากล้องจ่อที่มือเราแล้ววัดแสง เราอาจเน้นด้านสว่าง ก็จ่อกล้องที่ด้านสว่าง หรือเน้นที่ด้านมืด ก็จ่อกล้องที่ด้านมืด แต่ถ้ากล้องของเราทำการตั้งระยะชัดพร้อมกับวัดแสงด้วย แบบนี้ใช้ไม่ได้นะครับ เพราะระยะชัดไม่ถูกต้องครับ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ยังไม่หมดหนทางครับ แต่เราต้องเตรียมกระดาษสีเทาใบใหญ่กว่า A4 ก็ดีครับ ให้นางแบบถือไว้โดยปรับมุมของกระดาษสีเทานี้แสงตกกระทบในมุมเดียวกับหน้านางแบบ แล้ววัดแสงที่กระดาษสีเทาก็ได้จะได้ค่าแสงที่เหมาะสมครับ

ความเปรียบต่างของแสงส่องวัตถุกับแสงหลัง

เช่นกรณีการถ่ายย้อนแสงโดยที่นางแบบอยู่ในร่มเงา ฉากหลังเป็นหาดทรายสีขาว แบบนี้ถ้าวัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งภาพ ผลลัพธ์ก็จะออกมามืดไป เพราะเครื่องวัดแสงของกล้องจะโดนหลอกจากแสงหลังที่มาจากหาดทรายว่าแสงมาก จึงให้ค่าการวัดแสงที่ต่ำเกินไปคือถ่ายออกมาแล้วมืดไป เราต้องใช้วิธีวัดแสงเฉพาะจุดที่หน้านางแบบ แต่วิธีนี้ก็ให้ผลเสียคือ ฉากหลังจะขาวเกินไปจนอาจมองไม่ออกเลยว่าถ่ายที่ไหน วิธีนี้แนะนำให้เปิดแฟลชเพื่อลบเงาที่หน้านางแบบ แฟลชที่ติดมากับกล้องจะได้ผลน้อย แต่ก็ดีกว่าไม่เปิด ท่านที่มีแฟลชเสริมขอให้หยิบมาใช้เลยครับ ภาพแจ่มทั้งนางแบบและฉากหลังเลยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

รีวิว Panasonic Lumix DMC-FT3

คุณสมบัติของLumix DMC-FT3

12.1 ล้านพิกเซล
CCD ขนาด 1/2.33 นิ้ว
4.6 เท่า
28 มม.
128 มม.
Yes (4.6x)
Yes
No
30 ซม.
5 ซม.
Auto, On, Off, Red-eye, Slow Syncro
SD/SDHC/SDXC, Internal
Auto, Hi Auto (1600-6400), 100, 200, 400, 800, 1600
f3.3
f5.9
60 - 1/1300 sec.
No
Intelligent Multiple
+/- 2.0EV in 0.3EV steps
Auto, Daylight, Cloudy, Shade, Incandescent, White Set
LCD ขนาด 2.7 นิ้ว ความละเอียด 230,000 พิกเซล
JPEG (EXIF 2.2)
USB 2.0 (480Mbit/sec)
1 x Proprietary Lithium-ion
น้ำหนัก 197 กรัม, ขนาด 103 x 64 x 27 มม.
ฟรี SD 4 GB, กระเป๋า








วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

การใช้และการเก็บรักษากล้องถ่ายรูป


เนื่องจากกล้องถ่ายรูปและอุปกรณ์ประกอบต่าง ๆ มีราคาแพง และค่อนข้างบอบบาง ดังนั้นย่อมต้องการการระมัดระวังบำรุงรักษาอย่างถูกวิธี ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
      
  1. การจับถือกล้องถ่ายรูป ควรปฏิบัติดังนี้ คือ

                1.1 ใช้สายสะพายกล้องคล้องคอเสมอ เพื่อป้องกันการตกหล่น กระทบกระแทก อันอาจทำให้เกิดการชำรุดเสียหายได้

                1.2 ใช้มือซ้ายรับน้ำหนักตัวกล้องในขณะถ่ายรูป ให้ฐานกล้องอยู่บนอุ้มมือนิ้วหัวแม่มือ และนิ้วชี้มือข้างซ้ายใช้สำหรับแต่งความคมชัด และรูปรับ รับแสงที่ต้องการ

                1.3 ใช้มือขวาจับตัวกล้องด้านขวามือ หัวแม่มือใช้ในการเลื่อนฟิล์มขึ้นชัดเตอร์ และนิ้วชี้กดลั่นไก นอกจากนั้นนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ยังใช้ปรับเปลี่ยน ความเร็วชัดเตอร์บนตัวกล้อง

                1.4 ทิ้งน้ำหนักตัวให้อยู่ระหว่างเท้าทั้งสอง โดยแยกเท้าให้ห่างกันเล็กน้อย เพื่อเป็นหลักอันมั่นคงในการทรงตัว

                1.5 แขนทั้งสองแขนแนบชิดลำตัว แต่ไม่เกร็งทั้งนี้เพื่อให้กล้องนิ่งมือไม่สั่น เพราะถ้ามือสั่นแล้วภาพที่ได้จะไหว

                1.6 ในบางกรณีอาจต้องการยืนพิงผนัง ต้นไม้ รั้ว เป็นต้น เพื่อให้ได้ภาพสวยงาม โดยเฉพาะในเวลาถ่ายรูปที่แสงไม่พอ จำเป็นต้องใช้ความเร็วชัดเตอร์ต่ำ ๆ ตั้งแต่ 1/30 ลงมา การจับถือกล้องให้นิ่งทำได้ลำบาก จำเป็นต้องใช้เทคนิคดังกล่าว และใช้สายลั่นไกแทนการกดที่ปุ่มลั่นไกก็ได้

                1.7 ในขณะกดชัดเตอร์ถ่ายรูปกลั้นหายใจไว้ชั่วครู่ จนกว่าการถ่ายรูปจะเสร็จสิ้นควรระลึกเสมอว่า ปุ่มกดชัดเตอร์จะทำงาน เมื่อถูกกดลงไปประมาณ 2 ใน 3 และถ้าต้องการให้กล้องนิ่งมั่นคงยิ่งขึ้นอาจใช้สายกล้องคล้องคอ แล้วพันที่มือขวาอีกครั้งหนึ่ง จะช่วยในการยึดกล้องได้ดีมาก

2. ส่วนการเก็บรักษากล้องและอุปกรณ์ควรปฏิบัติดังนี้ คือ

                2.1 ใช้กล้องอย่างระมัดระวัง การปรับเปลี่ยนปุ่มความไวแสงและขนาดรูรับแสงต้องทำอย่างช้า ๆ เพราะกล้อง อาจชำรุดเสียหายถ้ากลไกต่าง ๆ ไม่เข้าที

                2.2 ปิดสวิทส์เครื่องวัดแสงทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน

                2.3 ไม่วาง หรือเก็บกล้องในที่สั่นสะเทือนเพราะอาจทำให้กล้องเสียหายบุบสลายหรือกลไกบางส่วนไม่ทำงานได้

                2.4 ห้ามใช้น้ำมันหยอดทุกส่วนของกล้อง มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่สามารถหยอดน้ำมันได้ ซึ่งควรถอดชิ้นนั้น ๆ มาหยอดน้ำมันข้างนอกแต่ถ้าหากไม่แน่ใจ ไม่ควรหยอดน้ำมันเอง

                2.5 เมื่อเลิกใช้งานต้องปรับวงแหวนความคมชัดของเลนส์ ไว้ที่ระยะไกลสุดขอบฟ้า ที่เรียกว่า ระยะอินพินิติ้ (Infinity)

                2.6 เมื่อเลิกใช้งานต้องปรับรูรับแสงให้มีขนาดโตเต็มที่เช่นเลนส์ที่มีความไว F 1.2 ต้องปรับไว้ที่ F1.2 ทั้งนี้เพื่อลดการทำงานของสปริงบังคับหน้ากล้อง

                2.7 มื่อเลิกใช้งานต้องตั้งความเร็วชัดเตอร์ไว้ที่ B (Brief หรือ Bulb) และไม่ควรขึ้นชัตเตอร์ เอาไว้เมื่อไม่ได้ใช้งาน

                2.8 ศึกษาคู่มือการใช้กล้องให้เข้าใจถ่องแท้

                2.9 ควรเก็บกล้องไว้ในซองหรือกระเป๋ากล้องเสมอ

                2.10 ไม่ควรเก็บกล้องไว้ในที่ ๆ ร้อนจัด เช่น ในรถยนตร์ หรือที่ชื้นเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดราขึ้นได้

        2.11 ควรมียากันชื้นหรือพวกซิลิกอนเจล ติดอยู่ภายในกระเป๋ากล้องเสมอ

                2.12 ไม่ควรเก็บกล้องรวมกับเสื้อผ้า เพราะความชื้นสูงอาจทำให้กล้องและเลนส์เกิดเชื้อราได้ง่าย

                2.13 ระมัดระวังอย่าให้ละอองน้ำ หรือน้ำทะเลสัมผัสกล้อง ควรใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำจืดที่สะอาด ๆ พอหมาด ๆ เช็ดตัวกล้องทันที และถ้าถูกเลนส์ต้องใช้น้ำยาเช็ดเลนส์ และกระดาษเช็ดเลนส์ทำความสะอาดทันทีเช่นกัน

                2.14 การเก็บกล้องไว้นาน ๆ โดยไม่ได้ใช้ต้องนำออกตรวจสอบการทำงานอย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยปฏิบัติเหมือนการถ่ายรูปปกติ หรืออาจจะนำมาเพียงขึ้นชัดเตอร์ และกดลั่นไกเพื่อให้ระบบการทำงาน ได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเสมอ ๆ

                2.15 ถ้ากล้องเกิดการชำรุดขัดข้องอย่าซ่อมด้วยตนเองถ้าท่านไม่รู้วิธีการซ่อมอย่างจริงจัง ควรจัดส่งให้ช่างผู้ชำนาญงานได้ ตรวจซ่อมให้ และโปรดระลึก
เสมอว่าเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

การจัดองค์ประกอบในการถ่ายภาพ



การจัดองค์ประกอบจัดว่าเป็นสิ่งสำคัญหลักและสำคัญอย่างยิ่งในการถ่ายภาพ เพราะองค์ประกอบ สามารถดึงดูดความสนใจ สามารถชี้แจงบอกเรื่องราวในภาพและเน้นความคัญในสิ่งที่เราสื่อออกมา เพราะฉะนั้น การจัดองค์ประกอบได้แบบถูกต้องและลงตัวนั่นคือ การสื่อความหมายโดยที่แทบจะไม่ต้องบรรยายเลยก็ว่าได้ การจัดองค์ประกอบ ต้องมีการแบ่งความสมดุลในภาพเว้นระยะไม่ให้เกิดความอึดอัดเวลามองภาพเช่น สายตา การชี้ เหมือนกับการจ้องมองของสัตว์ หรือ อาการหวาดกลัว หลบหลีก ที่จะฟ้องให้มองเห็นถึงความน่ากลัว

DEPTH OF FIELD 
 เทคนิคการกำหนดรูรับแสงเพื่อกำหนดระยะชัดของภาพแบบต่าง ๆ การถ่ายภาพลักษณะนี้เพื่อเน้นระยะชัด ผู้ถ่ายภาพควรต้องทำความเข้าใจในการกำหนดค่าของรูรับแสงของเลนส์ เพื่อให้ได้ภาพตามต้องการ
ค่าของรูรับแสง จะมีตั้งแต่กว้างสุด คือ 1.2 4 5.6 8 11 16 22 ค่าตัวเลขยิ่งน้อยรูรับแสงยิ่งกว้าง ระยะชัด ของภาพจะสั้นลง หรือที่เรียกว่า ชัดตื้น ค่าของตัวเลขยิ่งมาก รูรับแสงจะแคบลง ยิ่งแคบมากเท่าใดก็ยิ่งทำให้ภาพ เกิด ระยะชัดมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

LAND SCAPE
การถ่ายภาพทิวทัศน์ หรือที่เรียกว่าภาพวิวให้ประทับใจ  หรือการถ่ายภาพภูมิทัศน์ นิยมถ่ายด้วยเลนส์มุมกว้าง เพื่อให้เห็นพื้นที่ในบริเวณกว้าง แต่ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการ โดยปกติใช้เลนส์มาตรฐานก็ได้เช่นกัน การถ่ายภาพลักษณะนี้ ควรใช้รูรับแสงที่แคบเพื่อให้เกิดระยะชัดมากที่สุด ควรคำนึงถึง ฉากหน้า และฉากหลังของภาพ และการวางจุดสนใจ (ตามที่ได้อธิบายไปแล้วในเรื่องของการจัดองค์ประกอบภาพ) หรืออาจใช้อุปกรณ์เสริมอื่น ๆ เช่น ฟิลเตอร์โพราไรซ์ เพื่อให้สีของภาพอิ่มตัวขึ้น ท้องฟ้าเข้มขึ้นทำให้ภาพน่าสนใจ

STOP ACTION  ใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูงเพื่อ หยุดสิ่งที่เคลื่อนไหว 
 เป็นเทคนิคการใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูง เพื่อให้ภาพที่เคลื่อนไหวดูหยุดนิ่ง โดยใช้ตั้งแต่ 1/250 วินาทีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความเร็วในการเคลื่อนที่ผ่านหน้าเลนส์ของวัตถุ 
การถ่ายภาพลักษณะนี้ต้องวางแผนให้ดี ปรับโฟกัส และวัดแสงไว้ล่วงหน้า อาศัยการกะระยะ และการตัดสินใจที่ฉับไวในการถ่ายภาพ แต่ต้องอย่าลืมเรื่องการจัดองค์ประกอบภาพเพื่อให้ภาพมีความงาม และมีคุณค่า

PANNING 
เทคนิคเคลื่อนกล้องตามวัตถุที่เคลื่อนไหว แสดงให้เห็นความเร็ว และ แรง เป็นการใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำ ถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวเหมือนกับภาพ Action แต่จะใช้เทคนิคการแพน หรือการส่ายกล้องตามวัตถุที่เคลื่อนที่ และกดชัตเตอร์ขณะที่ส่ายกล้อง ทำให้วัตถุที่ต้องการเน้นนิ่ง เห็นรายละเอียดมากยิ่งขึ้น แต่ฉากหน้าและฉากหลังที่นิ่งอยู่กับที่ลู่ตามวัตถุ เป็นที่นิยมมากในการถ่ายภาพกีฬาประเภทต่าง ๆ

CLOSE UP 
เทคนิคการถ่ายภาพใกล้ เห็นรายละเอียดชัด ๆเป็นการถ่ายภาพระยะใกล้ เพื่อเน้นรายละเอียด หรือการถ่ายภาพวัตถุขนาดเล็ก สามารถถ่ายโดยใช้ฟิลเตอร์ Close up ซึ่งมีลักษณะเป็นเลนส์ขยาย จำหน่ายเป็นชุด ๆ ละ 3 อัน สามารถต่อกันได้ แต่ต้องระวังในการถ่ายเพราะ ภาพจะชัดเฉพาะ ตรงกลางภาพ ส่วนด้านขอบของภาพจะไม่ชัดเพราะความโค้งของเลนส ์ ยิ่งใช้ฟิลเตอร์หลายตัวยิ่งลดความคมชัดของภาพลง
ถ้าต้องการคุณภาพดี ควรใช้เลนส์มาโคร หรือเลนส์ถ่ายใกล้ จะให้รายละเอียดของภาพมากยิ่งขึ้น 
การถ่ายภาพต้องระวังอย่าให้สั่นไหวเด็ดขาด ควรใช้ขาตั้งกล้องและสายลั่นชัตเตอร์เข้าช่วย หรือพยายามใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูง จะช่วยได้มาก

SILHOUETTE  
ถ่ายภาพย้อนแสง เพื่อเน้นรูปร่าง หรือเงาดำแปลกตาน่าสนใจดี เป็นเทคนิคการถ่ายภาพย้อนแสง โดยจะไม่เห็นรายละเอียดของวัตถุ ควรถ่ายในช่วงเช้า หรือช่วงเย็น แสงแดดเริ่มอ่อน อย่าวัดแสงกับดวงอาทิตย์ตรง ๆ ควรวัดแสงที่ท้องฟ้า เฉียง 45 องศา กับดวงอาทิตย์ และลดรูรับแสงให้แคบลง 2-4 Stop หรือถ้าเป็นเวลาเย็นมาก สามารถมองดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่าได้ ก็วัดแสงที่ดวงอาทิตย์ได้เลย 
การถ่ายภาพปรเภทนี้ต้องระวังเรื่องฉากหน้าและฉากหลังด้วย เพราะจะทำให้รบกวนภาพทำให้ภาพดูรกตา

NIGHT PICTURE 
ราตรีอันงดงาม บันทึกความประทับใจบนแผ่นฟิล์ม ตราบนิรันด์ หรือการถ่ายภาพไฟกลางคืนที่สวยงาม จะได้ภาพที่แปลกตา มาดูวิธีถ่ายเลยครับ 
อุปกรณ์ที่ต้องใช้
1. กล้องถ่ายภาพพร้อมฟิล์ม
2. ขาตั้งกล้องพร้อมสายลั่นชัตเตอร์
3. อื่น ๆ เช่น ไฟฉาย ผ้าดำ 
วิธีการถ่ายภาพ
1. ติดตั้งกล้องกับขาตั้งกล้องให้มั่นคง พร้อมติดตั้งสายลั่นชัตเตอร์ให้พร้อม
2. ส่องกล้องหาทิศทางในการถ่ายภาพ ให้ได้มุมที่เหมาะที่สุด 
3. คาดคะเน สภาพแสงเพื่อกำหนดเวลา และรูรับแสง (โดยปกติถ้าเป็นไฟตามถนนปกติ จะใช้ประมาณ 5.6หรือ 8)

เทคนิคการถ่ายภาพดอกไม้
เนื่องจากดอกไม้มีขนาดเล็ก การถ่ายรูปในเบื้องต้นจึงต้องตั้งเลนมาโคร คือ เลนที่สามารถโฟกัสได้ในระยะใกล้ๆ และ สามารถซูมขยายได้เพียงพอ จึงจะทำให้เก็บรายละเอียดของดอกไม้และสีสันได้อย่างชัดเจน

เทคนิคการถ่ายภาพบุคคล
การถ่ายภาพบุคคล  คือการถ่ายภาพที่เน้นบุคคล สามารถแบ่งได้   การถ่ายรูปเหตุการณ์ เป็นการถ่ายรูปโดยที่ได้มีการจัดรูปแบบก่อน  การถ่ายรูปจัดรูปแบบ  เทคนิคการถ่ายภาพสิ่งก่อสร้างหรือสถาปัตยกรรม