หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

กล้องดิจิตอล PowerShot D30 เพื่อการผจญภัยสุดเอ็กซ์ตรีม

กล้องดิจิตอล PowerShot D30 เพื่อการผจญภัยสุดเอ็กซ์ตรีม


กล้องถ่ายรูปดิจิตอล PowerShot D30 ได้รับการการันตีจากทั่วโลกแล้วว่าเป็นกล้องที่มีความสามารถในการดำน้ำได้ ลึกที่สุด* ถึง 25 เมตร โดยไม่จำเป็นต้องใช้งานอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติม *ข้อมูลเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2014 จากการจัดลำดับของกล้องดิจิตอลคอมแพคที่กันน้ำได้
  • สามารถดำน้ำได้ลึกถึง 25 เมตร
  • กันการกระแทกที่ระดับความสูง 2.0 เมตร
  • กันความเย็นที่อุณหภูมิต่ำสุดถึง -10°C

 

ออกแบบเพื่อการผจญภัย

กล้องสำหรับการผจญภัย Canon PowerShot D30 พร้อมไปกับคุณในทุกที่ในประสบการณ์แบบเอ็กซ์ตรีม เป็นกล้องถ่ายรูปดิจิตอลที่ได้รับการันตีจากทั่วโลกว่ามีความสามารถในการกัน น้ำได้ลึกที่สุดถึง 25 เมตร โดยไม่จำเป็นต้องใช้งานเคสอุปกรณ์เสริม กันการกระแทกที่ระดับความสูง 2.0 เมตร และสามารถใช้งานได้ที่อุณหภูมิต่ำถึง -10 องศาเซลเซียส กล้องได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการกระแทก และทนทานต่อแรงกด จึงมั่นใจได้ถึงความสามารถในการรองรับการทำงานในไลฟ์สไตล์ต่างๆของผู้ใช้

ปรับแต่งให้สะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น

ปุ่มควบคุมการทำงานของกล้องถ่ายรูปดิจิตอล PowerShot D30 ได้รับการออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานในขณะที่สวมถุงมือ และปรับแต่งการทำงานของหน้าจอ LCD ด้วยโหมดการทำงาน Sunlight เพื่อให้สามารถดูภาพในสภาวะที่มีแสงจ้าได้สะดวกมากขึ้น

มี GPS ในตัวกล้อง

ด้วยการใช้งานเทคโนโลยี GPS ทำให้กล้องถ่ายรูปดิจิตอล PowerShot D30 สามารถบันทึกตำแหน่งสถานที่และเวลาท้องถิ่นของรูปภาพและวิดีโอได้โดย อัตโนมัติ ผู้ใช้สามารถสร้างและแชร์แผนที่ส่วนตัวที่เหมือนกับแผนที่นำเที่ยวแบบย่อมๆ ได้ เพื่อเป็นไอเดียให้กับเพื่อนและครอบครัวในการเที่ยวชมสถานที่นั้นๆ

ราคา PowerShot D30 9,450 บาท

 

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558

ISO คืออะไร

ISO คือค่าความไวแสงของฟิล์มในสมัยก่อน
คำว่า ISO เป็นภาษากรีกโบราญ ความหมายก็คือ เท่ากับ
ค่าISO ความไวแสงของฟิล์มนั้นที่มีตัวเลขน้อย (มีความต้องการแสงมาก) ตัวเลขยิ่งมากความไวแสงของฟิล์มก็ยิ่งเร็วมาก (ต้องการแสงน้อยลง) ภาพที่มีค่า ISO 100 จะมืดกว่าภาพที่มี ISO สูงๆ
ขอดีของการใช้ ISO ต่ำๆ คุณภาพของภาพจะดีกว่า ISO สูงๆ เพราะการใช้ ISO ที่มากขึ้น จะทำให้เกิดสัญญาณรบกวน ทำให้เกิดจุดๆในรูปภาพ ที่เราเรียกกว่าการเกิด น๊อย (Noise)

(Noise สัญญาณรบกวนที่เกิดกับรูปภาพ ทำให้เกิดความไม่สม่ำเสมอของความสว่างและสี จะเป็นจุดๆๆๆในภาพที่ถ่าย)
ค่า ISO ทั่วไปตามมาตรฐาน คือ ISO 100 ISO 200 ISO 400 ISO 800 ISO 1600 ซึ่ง ค่า ISO ที่เพิ่มขึ้นนั้นเราจะเรียกว่า สต็อป ยกตัวอย่างเช่น ISO 200 มีความไวแสงต่างกับ ISO 100 อยู่ 1 สต็อป และ ISO 400 มีค่าความไวแสง ISO 100 อยู่ 2 สต็อป

สมัยก่อนในยุคฟิล์มบริษัทผู้ผลิตฟิล์มในแต่ละ ประเทศต่างก็กำหนดชื่อมาตรฐานและตัวเลข โดยกำหนดอัตราความไวแสงของตน ออกมาใช้สำหรับฟิล์มที่ตนผลิตได้ เช่น ประเทศเยอรมนีใช้ชื่อมาตราว่า ไซเนอร์ (Schiener) และดิน (Din : Deutsche lndustrie Norm) อังกฤษใช้ บี.เอส. (B.S. : British Standards Exposure lndex) ญี่ปุ่นใช้ เจไอเอส (JIS : Japanese lndustrial Standards) สหรัฐอเมริกาใช้ เวสตัน (Weston) ยี.อี. (G.E. : GeneraI EIectric) และเอเอสเอ (ASA : American Standards Association) ในสมัยก่อนค่า ความไวแสงจะมีบอกในกล้องฟิล์มที่จะเอาไปใช้ ค่าความไวแสงน้อย คือ ต้องการแสงมากๆ ค่าความไวแสงมาก คือต้องการแสงน้อย

ผู้ ผลิตฟิล์มมีปัญหาการจำหน่อยไปยังทั่วโลก จึงหาคำที่ใช้เรียกกันในแบบสากล ที่นำใช้ร่วมกันทั่วโลกได้ เมื่อเกิดมาตราสากล ไอเอสโอ ขององค์การมาตรฐานระหว่างประเทศ (ISO : ln-ternational Organization for Standardization ) จึงเปลี่ยนคำจาก เอเอสเอ ของสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนมาใช้ ISO แทน ในช่วงการปรับเปลี่ยน บางยี่ห้อยังใช้เอเอสเอกันอยู่เพราะเป็นที่เข้าใจและแพร่หลายมาก่อน

ISO ในยุคของกล้องดิจิตอล

ISO ในยุคของกล้องดิจิตอล คือ ความไวแสงที่มีในกล้องดิตอล หรือ ค่าอิมเมจเซนเซอร์ในการรับแสง ซึ่งตัวเลขมีค่ามาก ความไวต่อการรับแสงก็มากขึ้นไปด้วย ทำให้ผู้ถ่ายรูปได้สปีดชัดเตอร์ที่เพิ่มขึ้นด้วย และสามารถที่จะถ่ายในที่มีความไวแสงสูงๆ เช่น คนวิ่ง เด็กกระโดดน้ำ แต่การที่ใช้ ISO ที่สูงขึ้นนั้นจะทำให้เกิด น้อยส์ (Noise) ซึ่งทำให้คุณภาพของภาพลดลงตามไปด้วย

(ISO) น้อย (ความเร็วชัดเตอร์) น้อย (Noise) น้อย ต้องการแสงมาก คุณภาพดี

(ISO) มาก (ความเร็วชัดเตอร์) มาก (Noise) น้อย ต้องการแสงน้อย คุณภาพไม่ดี

- AUTO ISO กล้องจะจัดการปรับค่า ISO ให้เองโดยอัตโนมัติ โดยขึ้นกับวัตถุที่เราจะถ่าย
- iso 100

iso 100 : มันนิยมใช้ในที่กลางแจ้ง สว่างมากๆ การใช้ ISO 100 จะทำให้มีสัญญาณรบกวนที่ต่ำทำให้คุณภาพของภาพดีมากๆ

- iso 200

iso 200 : เหมาะกับงานในร่มที่ไม่มืดมากนัก คุณภาพจัดว่าดี แต่เริ่มมีสัญญาณรบกวนเข้ามา (Noise)

- iso 400

iso 400 : มักใช้ในงานที่อยู่ในร่ม มีความมืดพอประมาณ คุณภาพของภาพยังถือว่าดีอยู่ แต่สัญญาณรบกวน (Noise) มีสูงขึ้นแต่ยังพอรับได้

- iso 800

iso 800 :มักใช้ในงานที่มีสภาพแสงน้อย หรือปรับค่าให้มีความเร็วสูงๆเพื่อเพิ่มสปีด ทำให้มีสัญญาณรบกวนมาก ภาพอาจจะไม่เนียนตา แต่เน้นความคมชัด

ข้อควรระวัง: เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้อง ถ่ายภาพด้วย ISO สูงๆ 800 , 1600 ควรต้องวัดแสงให้พอดี การปรับแสงให้ภายหลัง อาจทำให้เกิด Noise ซึ่งเป็นจุดในรูปภาพทำให้ภาพไม่สวยงามได้


- iso 1600

มักเป็นสถาพแสงที่มีแสงน้อยมาก สัญญาณรบกวนมีสูง จะมีเม็ดเล็กๆขึ้นมา แต่อาจยังพอรับได้

ข้อ ควรระวัง: เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้อง ถ่ายภาพด้วย ISO สูงๆ 800 , 1600 ควรต้องวัดแสงให้พอดี การปรับแสงให้ภายหลัง อาจทำให้เกิด Noise ซึ่งเป็นจุดในรูปภาพทำให้ภาพไม่สวยงามได้

- iso 3200

มัก อยู่ในสถานที่มี่มีแสงน้อยมากๆ ภาพที่ออกมาจะมีสัญญาณรบกวนที่สูง ภาพอาจมีจุดๆที่เกิดขึ้นจากสัญญาณรบกวน (Noise)  การใช้ ISO 3200 นั้น เน้นการได้ภาพเป็นหลัก

วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ระยะชัดลึกและชัดตื้น คืออะไร (Depth of Field)



เพื่อเป็นการเข้าใจ ง่ายๆ เราจะสังเกตุได้จาก ถ้าฉากหน้าและฉากหลังเบลอส่วนมากเราเรียกว่า ชัดตื้น  ( มักเป็นเลนส์ที่มีช่วงความยาวสูงๆ และ รูรับแสงที่กว้าง (F 2.8 ลงไป ), ส่วนชัดลึกมักเป็นภาพที่มีความชัดฉากหลังมากๆ มันเป็นพวกเลนส์ wide หรือใช้ รูรับแสงที่แคบ ( F 16 – 32 )

การควบคุมความระยะชัดลึกและชัดตื้น มีอยู่ 3 วิธี

A. ควบคุมรูรับแสง หรือ  f stop number


B. ความยาวโฟกัส โฟกัส   เลนส์เทเลโฟโต้จะให้ภาพที่มีระยะชัดลึกน้อยกว่าเลนส์มุมกว้าง ยิ่งทางยาวโฟกัสเพิ่มขึ้นเท่าไร ระยะชัดลึกก็จะน้อยลง

C.ระยะการโฟกัส คือ ยิ่งเข้าตัวแบบมากเท่าไหร่ ภาพก็จะมีระยะชัดลึกน้อยลงเท่านั้น

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Landscape คืออะไร




Landscape คือ การถ่ายภาพแนววิวทิวทัศน์ ผู้ที่ชอบถ่ายแนว landscape นั้นต้องอาศัยการศึกษาข้อมูล การรอเวลา และต้องเสียพละกำลังเป็นจำนวนมาก บางคนมักพูดว่า การถ่าย landscape นั้นต้องใช้เลนส์ wide (เลนส์มุมกว้าง ) แต่จริงๆแล้วเลนส์ซูมก็สามารถถ่ายในแนว landscape  ได้เหมือนกัน เช่น ทะเลหมอก พระอาทิตย์กำลังจะขึ้น/ตก ทำให้ภาพดูเด่นและ ชัดเจนยิ่งขึ้น แล้ว การซูมเข้าไปยังวัตถุนั้นทำให้ภาพวิวแปลกตาขึ้นอีกด้วย การถ่ายภาพแนว landscape (แนวทิวทัศน์) นั้นควรมีฉากหน้าและฉากหลัง เพื่อให้แสดงระยะของมิติภาพ บางครั้งเราสามารถเลือกได้ว่าจะเอาฉากหน้าหรือฉากหลังให้เด่นกว่ากัน อาจใช้ฉากหน้าเป็นเฟรมของภาพ หรือให้ฉากหน้าเป็นเส้นนำสายตาไปยังจุดของฉากหลัง เราสามารถนำเส้นนำสายตาเช่นแนวเส้นถนน ช่องหิน สายน้ำ แนวหิน เส้นขอบสะพาน เป็นตัน

การถ่าย  การถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ ( landscape ) ต้องเตรียมตัวและปรับตั้งค่าอะไรบ้าง


A) ขาตั้งกล้อง เพราะบางช่วงเวลาอาจมีแสงน้อยเช่นถ่ายพระอาทิตย์ขึ้น / ตก เวลาถ่ายรถวิ่งในยามค่ำคืน การใช้รูรับแสงแคบ เช่น F 16 ขึ้นไปแฉกที่เกิดจากการสะท้อนแสงจะเป็นเส้นๆดูสวยงาม
  

B) ปรับการตั้งค่าไปที่หมวด M และปรับ ISO ที่น้อยที่สุด 

C)  ปรับแต่ง WB เพื่อภาพที่ดูแตกต่าง 


D)   มักนิยมปรับค่ารูรับแสงอยู่ที่ F16 ขึ้นไปในการถ่าย landscape


E)  ถ่ายด้วยไฟล์ Raw เราสามารถปรับเปลี่ยนค่าแสงได้ทีหลัง ( มักมีในกล้องดิจิตอลราคาแพง )

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

อุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับกล้องถ่ายรูป

            นอกจากส่วนประกอบที่สำคัญ ๆ อันเป็นพื้นฐานของกล้องถ่ายรูปแล้วอาจต้องการใช้อุปกรณ์ อื่น ๆ ประกอบเพื่อให้ การถ่ายรูปมีคุณภาพยิ่ง อุปกรณ์ต่าง ๆ มีดังนี้ คือ

1. เครื่องวัดแสง (Exposure light meter) เป็นเครื่องมือที่ช่วยบอกลักษณะของแสงที่พอเหมาะในการถ่ายรูป แต่ละครั้งเพื่อให้ได้ภาพที่พอดี (Nor-mal) นั่นคือ จะบอกหน้ากล้องหรือขนาดของรูรับแสงที่พอเหมาะ และความเร็ว ชัดเตอร์ที่ควรใช้อันสัมพันธ์กับแสงสอดคล้องกับความมุ่งหมายการถ่ายรูปนั้น ๆ โดยปกติกล้องถ่ายรูประดับปานกลาง ถึงระดับดี จะมีเครื่องวัดแสงนี้ติดมาพร้อมกับกล้องอย่างไรก็ตาม อาจจำเป็นที่ต้องมีเครื่องวัดแสงเฉพาะสำหรับ งานบางอย่างก็ได้

         2. ขาตั้งกล้อง (Tripod, Camera Supports) เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นในการถ่ายรูปที่ต้องใช้ความไวช้า ๆ หรือถ่ายรูปกลางคืนเพราะจะทำให้กล้องมั่นคงได้ภาพที่ไม่ไหวปกติขาตั้งกล้องมีลักษณะ 3 ขา (Tripod) ในบางครั้งอาจใช้ขาเดียว Monopod) รับน้ำหนักก็ได้ หรือมีลักษณะเป็นแท่นรองรับก็สุดแล้วแต่จุดมุ่งหมาย

         3. แว่นกรองแสง (Filters) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบกับเลนส์เพื่อให้ได้ภาพที่สวยงามแตกต่างไปจากภาพปกติ ในการถ่ายรูปสีแว่นกรองแสงจะช่วยควบคุมแสง แก้ไขสีเพิ่มสีและทำภาพพิเศษอื่น ๆ ได้ตามความต้องการในบางชนิด เช่น สกายไลท์ (Skylight) ช่วยป้องกันเลนส์ไม่ให้สกปรกหรือเกิดรอยขีดข่วนได้สำหรับการถ่ายรูปขาวดำ ฟิลเตอร์หรือ แว่นกรองแสงก็จะช่วยในการเน้นจุดสนใจของภาพให้ดียิ่งดีขึ้นซึ่งปกติฟิลเตอร์ที่ใช้กับงานถ่ายรูปขาวมีนิยมอยู่
5 สีด้วยกัน คือ สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว

         4. สายลั่นไก (Shutter Release Cable) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ต่อเข้ากับปุ่มลั่นไกช่วยลั่นไกชัดเตอร์ โดยให้กล้องรับการกระทบกระเทือนน้อยที่สุดในกรณีที่ตั้งความไวชัดเตอร์ต่ำ ๆ ปกตินิยมใช้กับการถ่ายรูป วัตถุเล็ก ๆ หรืองานก้อบปี้ ตลอดจนการถ่ายรูปกลางคืน (Night Picture) เมื่อจำเป็นต้องใช้ความไวชัดเตอร์ต่ำ ๆ สายลั่นไก มีความยาวหลายขนาด และบางชนิดอาจมีล็อกเพื่อให้การเปิดหน้ากล้องนาน ๆ ตามต้องการได้

         5. ไฟแฟลชอิเลคโทรนิค (Electronic Flash) เป็นอุปกรณ์ที่เป็นแหล่งของแสงสว่างเพื่อช่วยถ่ายรูป เมื่อแสงไม่พอ เช่น ถ่ายรูปในเวลากลางคืนหรือในห้องที่ไม่ค่อยมีแสงสว่าง นอกจากนั้นอาจใช้ไฟแวบนี้ ช่วยลดเงาเมื่อถ่ายภายในแสงหลักที่สว่างมาก ๆ นอกจากนั้นอาจใช้แหล่งแสงสว่างอื่น ๆ แทนไฟแวบได้ เช่น ไฟส่อง (Flood) แบบที่ใช้ในห้องถ่ายรูป หรือพวกไฟที่ใช้กับโทรทัศน์ภาพยนตร์ที่เรียกว่าซันกัน (Sun Gun) ก็ได้

        6. เลนส์ ฮูด (Lense Hood) เป็นอุปกรณ์ ที่ไม่มีแก้วเหมือนเลนส์ชนิดอื่น ๆ แต่เป็นเพียงกรอบ หรือขอบเพื่อสวมเข้าหน้าเลนส์ เพื่อกันการสะท้อนของแสง หรือแสงส่องเฉียงที่ไม่ต้องการมากระทบผิวหน้าเลนส์ เลนส์ฮูดอาจทำด้วยโลหะ หรือยางมีขนาดแตกต่างกันตามความยาวโฟกัสของเลนส์และรัศมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ของเลนส์ที่ใช้

        7. กระเป๋ากล้อง ( Case) เป็นอุปกรณ์ที่ควรจะสวมใส่กล้องไว้ตลอดเพราะป้องกันการขูดขีดของตัวกล้อง และเลนส์เป็นอย่างดี ยิ่งกว่านั้นป้องกันการ กระทบกระเทืยนได้อีกด้วยกระเป๋ากล้องอาจเป็นหนังชนิดแข็งหรืออ่อนก็ได้

        8. เครื่องขับเคลื่อนฟิล์มโดยอัตโนมัติ (Motor Drive,Autowinder) อุปกรณ์ชิ้นนี้อาจไม่จำเป็นในการถ่ายรูปปกติ เพราะมีเวลาในการเลื่อนฟิล์มด้วยตนเอง แต่สำหรับงานอาชีพที่ต้องการบันทึกภาพติดต่อกันในเวลาสั้น ๆ ถ้ามัวเคลื่อนฟิล์มอยู่อาจพลาดภาพนั้น ๆ ได้ดังนั้นจึงมีอุปกรณ์ที่เลื่อนฟิล์มโดยอัตโนมัตินี้ โดยผู้ใช้เพียงกดปุ่มถ่ายภาพ ฟิล์มจะเลื่อนโดยอัตโนมัติ บางชนิดจะเลื่อนวินาทีละ 5 ภาพหรือบางชนิดอาจต่ำกว่านั้น

         9. กระเป๋าเก็บกล้อง และอุปกรณ์อื่น ๆ (Baggage) เป็นกระเป๋าเอนกประสงค์ที่สามารถบรรจุกล้องและอุปกรณ์ประกอบต่าง ๆ นำไปใช้ถ่ายรูปได้ นอกจากนั้นยังช่วยป้องกันการกระแทกได้เป็นอย่างดี และสามารถเก็บกล้อง และรักษาฟิล์มได้ด้วย กระเป๋าบางชนิดอาจทำเป็นกล่องอะลูมิเนียมบุด้วยฟองน้ำกันการกระเทือน บางชนิดทำด้วยผ้าร่มสักหลาดหรือผ้าใบ และบางชนิดสามารถป้องกันน้ำเข้าไปในกระเป๋าได้

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

ความยาวโฟกัส คืออะไร



ความยาวโฟกัส คือ ระยะห่างระหว่างตัวเลนส์กับวัสดุรับภาพของกล้องนั่นเอง โดยถ้าเราพิจารณาจากภาพก็จะเห็นได้ว่า ยิ่งค่าความยาวโฟกัสมากขึ้นเท่าไหร่(ยิ่งเลนส์ห่างจากเซ็นเซอร์กล้องดิจิตอล เท่าไหร่) มุมของภาพก็จะนิ่งแคบลงเท่านั้น เลนส์ถ่ายภาพใดก็ตามที่มีความยาวโฟกัสของเลนส์ ยิ่งยาวยิ่งทำให้มุมของการถ่ายภาพแคบ และ ช่วยย่นระยะของทางที่มองเห็นให้ใกล้เข้ามา เลนส์ดังกล่าว ซึ่งได้แก่เลนส์ถ่ายไกล(Telephoto Lens) เป็นต้น นอกจากนี้เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสแตกต่างกัน นอกจากสร้างผลทางภาพให้มีขนาดต่างกันแล้ว ยังสร้างผลของช่วงความชัดให้มีความแตกต่างกันอีกด้วย โดยความยาวโฟกัสยิ่งยาวมาก ช่วงความชัดยิ่งสั้นลง ตรงกันข้าม ถ้าความยาวโฟกัสยิ่งสั้นมากเท่าใด ช่วงความชัดของภาพจะมีมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นสรุปได้ว่าความยาวของโฟกัสของเลนส์มีผลต่อการถ่ายภาพ 2 อย่างคือ

1. ทำให้มุมของภาพ กว้างหรือแคบได้

2. ทำให้ช่วงความชัดมีมากหรือน้อยลงได้

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ทคนิคการถ่ายภาพแบบ NIGHT PICTURE


        เทคนิคการถ่ายภาพแบบ NIGHT PICTURE หรือ การถ่ายภาพไฟกลางคืนที่สวยงาม จะได้ภาพที่แปลกตา  มาดูวิธีถ่ายเลยครับ

อุปกรณ์ที่ต้องใช้
1.  กล้องถ่ายภาพพร้อมฟิล์ม
2.  ขาตั้งกล้องพร้อมสายลั่นชัตเตอร์
3.  อื่น ๆ เช่น ไฟฉาย  ผ้าดำ  

วิธีการถ่ายภาพ
1. ติดตั้งกล้องกับขาตั้งกล้องให้มั่นคง  พร้อมติดตั้งสายลั่นชัตเตอร์ให้พร้อม
2. ส่องกล้องหาทิศทางในการถ่ายภาพ ให้ได้มุมที่เหมาะที่สุด
3. คาดคะเน สภาพแสงเพื่อกำหนดเวลา และรูรับแสง (โดยปกติถ้าเป็นไฟตามถนนปกติ จะใช้ประมาณ 5.6หรือ 8)
4. ตั้งความเร็วชัตเตอร์ที่ B ลั่นชัตเตอร์ค้างไว้ให้รถวิ่งผ่านจนเป็นที่พอใจ ประมาณ  10 -60 วินาที หรือถ้าทิ้งช่วงเวลานาน ใช้ผ้าดำคลุมหน้าเลนส์ไว้ก่อนก็ได้  
       
        การถ่ายภาพไฟกลางคืน ควรถ่ายเผื่อหลาย ๆ ภาพ โดยใช้เวลาในการบันทึกภาพ และขนาดรูรับแสงต่าง ๆ กัน และจดบันทึกไว้จะดีที่สุด  และควรฝึกหัดเป็นประจำเพราะต้องอาศัยความชำนาญอย่างสูงในการถ่ายภาพประเภทนี้