หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

เปิดตัว Samsung Smart Camera EX2

ซัมซุงเนรมิตทริปถ่ายภาพสวยคมชัดยามค่ำคืน ด้วย  Samsung Smart Camera EX2 ดื่มด่ำกับเทศกาลเฉลิมฉลอง พร้อมสัมผัสบรรยากาศสุดคลาสสิคริมแม่น้ำจ้าพระยา



กรุงเทพฯ (12 ธันวาคม 2555 ซัมซุงจัดทริปถ่ายภาพสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ล่องแม่น้ำเจ้าพระยา ชื่นชมการประดับประดาไฟริมสองฝั่งแม่น้ำอันเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลแห่งความสุข พร้อมย้อนเวลาไปสู่ความคลาสสิคแบบมีระดับที่เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ เต็มอิ่มกับการถ่ายภาพคมชัดยามค่ำคืน เก็บทุกภาพความประทับใจผ่าน “Samsung Smart Camera EX2” พร้อมแชร์ภาพความประทับใจได้ทันทีด้วย Wi-Fi

นายรัชตะ สุทธาพัฒน์ธานนท์ ผู้จัดการอาวุโสธุรกิจดิจิตอล อิมเมจจิ้ง บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เปิดเผยว่า “ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาซัมซุงได้สร้างเทรนด์การถ่ายภาพที่ได้กระแสตอบรับ ล้นหลามกับการเปิดตัวSamsung Smart Camera EX2 ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่ชอบภาพถ่ายคุณภาพและสามารถแชร์ได้ทันทีทุกที่ที่มี Wi-Fi ล่าสุดซัมซุงเปิดตัว ซัมซุง สมาร์ท คาเมร่า EX2F (Samsung Smart Camera EX2F )ที่เหมาะอย่างยิ่งกับการเก็บภาพเทศกาลแห่งความสุขที่กำลังใกล้เข้ามาทั้งเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่    ที่ทุกที่ต่างส่องสว่างไปด้วยแสงไฟระยิบระยับอันเป็นสัญลักษณ์แห่งเทศกาลเฉลิมฉลอง 

Samsung Smart Camera EX2  ล้ำหน้าด้วยนวัตกรรมที่ทำให้การถ่ายภาพมีคุณภาพระดับมืออาชีพ การันตีด้วยรางวัลจากเวที CES 2013 ให้ความละเอียดในการถ่ายภาพ 12.4 ล้านพิกเซล มาพร้อมเลนส์ Schneider KREUZNACH ออพติคอลซูม 3.3 เท่า เลนส์มุมกว้าง 24 มม.และยังเป็นกล้องที่มีค่ารูรับแสงกว้างถึง F1.4 และปรับค่า ISO ได้สูงถึง 12800 ช่วยให้ภาพถ่ายสวยคมชัดแม้ถ่ายในที่แสงน้อย มากับหน้าจอ AMOLED ขนาด 3 นิ้ว ที่ปรับหมุนได้ ให้อิสระในการถ่ายภาพแบบไร้ขีดจำกัด สร้างความสนุกในทุกทุมมอง พร้อมลูกเล่น     อันน่าตื่นตามากมาย อาทิ Live Panorama เห็นภาพพาโนรามาในขณะถ่ายทันที ND Filter ปรับลดปริมาณแสง    ที่มากไปให้ภาพมีมิติขึ้น และ Smart Filter ให้เลือกถึง 13 รูปแบบ และยังบันทึกวิดีโอคมชัดระดับ Full HD 1080p / 30 เฟรมต่อวินาที


ทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Bright Eyes View by Samsung Smart Camera EX2F” ได้ถูกเนรมิตขึ้นเพื่อให้ ทุกคนได้ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขท่ามกลางความสว่างไสวของสีสันยามค่ำคืนของมหานครกรุงเทพ  ผ่านมุมมองใหม่ด้วยกล้อง Samsung Smart Camera EX2  ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยผสานกับบรรยากาศที่เป็นใจ ของการล่องเรือชมวิถีชีวิตริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืน จึงดึงดูดเหล่าช่างภาพให้ต้องออกมาเก็บความงดงามผ่านกล้องตัวเก่ง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่าภาพที่มองผ่านเลนส์ของ Samsung Smart Camera EX2  นั้นงดงามกว่าที่เคยเห็นมา

หลังจากดื่มด่ำกับการล่องไปตามสายน้ำ ซัมซุงได้พาผู้ร่วมทริปทุกท่านเดินทางย้อนเวลาสู่อดีต ณ เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ เพลิดเพลินกับการเก็บภาพสวยๆ ในหลากหลายมุม ไม่ว่าจะเป็นต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่ที่ประดับไฟอย่างสวยงาม ระบำน้ำพุอันน่าตื่นตาตื่นใจ หอนาฬิกาที่ตั้งตระหง่านโชว์ความคลาสสิค แห่งย่านกรุงเก่า รวมถึงบรรยากาศรอบตัวที่ซัมซุงกล้าการันตีว่าภาพทุกภาพที่ถ่ายผ่าน ซัมซุง สมาร์ท คาเมร่า EX2F จะเปล่งประกายในมุมมองที่แตกต่าง สร้างความประทับใจแบบไม่รู้ลืม

และแน่นอนว่าทุกคนที่ได้ร่วมทริปครั้งนี้ ย่อมต้องการจะแบ่งปันความสุข ความสนุกให้คนพิเศษได้ร่วมรับรู้ทุกอณูความสุขไปพร้อมๆ กัน ด้วย Samsung Smart Camera EX2 ที่รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi ในตัว ทำให้พร้อมแชร์ช่วงเวลาพิเศษที่น่าจดจำผ่านทาง Facebook™, Picasa™, Photobucket™ หรืออีเมล์ได้ทันที นอกจากนั้น  ยังสามารถอัพโหลดวิดีโอไปยัง Youtube™ ได้ และด้วยคุณสมบัติการเชื่อมต่อไร้สาย ทำให้สามารถแบคอัพข้อมูลไปยัง Cloud™หรือคอมพิวเตอร์พีซีได้อย่างสะดวกสบาย เป็นอันปิดทริปนี้แบบคุ้มค่ากับทุกรอยยิ้มและ ความประทับใจที่ได้รับจากSamsung Smart Camera EX2

ที่มา : http://www.klongdigital.com/news/Samsung-Smart-Camera-EX2F

วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2556

Fujifilm FinePix HS20 review

Finepix HS20 EXR ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ความเร็วสูงสุด 8 ภาพต่อวินาทีที่ความละเอียดสูงสุด 16 ล้านพิกเซล ซึ่งเทียบได้เท่าๆ กับกล้อง DSLR ระดับโปรเลยล่ะครับ และยังปรับเพิ่มเป็นสูงสุด 11 ภาพต่อวินาที โดยกล้องจะปรับความละเอียดเป็น 8 ล้านพิกเซล แต่ถึงจะเพียง 8 ล้าน ก็ไม่ได้น้อยเกินไปหรอก ถ้าเก็บแอ๊คชั่นได้ครบถ้วน

รูปแบบถ่ายภาพต่อเนื่องยังเลือกการทำงานแบบ Best Frame Capture Mode ซึ่งกล้องสามารถบันทึกภาพนอกเหนือจากภาพที่กดชัตเตอร์ได้อีก 7 และ 15 ภาพ โหมดนี้เจ๋งดีเหมือนกันครับ โดยผู้ใช้ตั้งความเร็วในการบันทึกภาพต่อเนื่องได้ที่ 11, 8, 5 และ 3 ภาพต่อวินาที รวมทั้งเลือกได้ว่าจะให้กล้องบันทึกจังหวะก่อนหน้า หรือหลังจากที่กดชัตเตอร์ รวมทั้งสามารถเลือกย่อยลงไปได้อีกว่าจะให้กล้องบันทึกย้อนหลังเป็นอัตราส่วน อาทิ เมื่อเลือกบันทึก 8 ภาพ สามารถเลือกอัตราส่วนได้เป็น 7.0, 6.1, 5.2, 4.3, 3.4, 2.5, 1.6 และ 0.7 งงมั๊ยครับ ถ้างงอ่านต่อเลยครับ ช้าๆ นะครับ เมื่อเลือกใช้งานฟังก์ชั่นนี้ ทันที่ที่แตะปุ่มชัตเตอร์ กล้องจะเริ่มบันทึกภาพ ซึ่งผู้ใช้จะได้ยินเสียงชัตเตอร์ดังแต๊กๆ อยู่ตลอด กล้องจะเก็บบันทึกภาพทั้งหมดในบัพเฟอร์ก่อน เมื่อผู้ใช้กดปุ่มชัตเตอร์ลงไปจนสุด กล้องจึงจะเริ่มบันทึกภาพจริง ตามอัตราส่วนการปรับตั้ง อาทิ เลือกรูปแบบบันทึก 8 ภาพ ให้กล้องบันทึกภาพหลังจากที่กดชัตเตอร์แล้ว คืออัตราส่วน 0.7 เมื่อกดชัตเตอร์ลงไปจนสุด กล้องจะบันทึกภาพต่อจากจังหวะที่กดชัตเตอร์ไปอีก 7 ภาพ จากนั้นจะบันทึกลงในเมมโมรี่การ์ด หรือเมื่อเลือกบันทึกอัตราส่วน 7.0 กล้องจะบันทึกล่วงหน้า 7 ภาพและหยุดบันทึกจังหวะที่กดชัตเตอร์จนสุดนั่นแหละครับ และผู้ใช้สามารถเลือกจังหวะภาพที่ดีที่สุดมาใช้งานได้ 

มีข้อแนะนำคือ เมื่อแตะปุ่มชัตเตอร์ จะได้ยินเสียงชัตเตอร์ดังต่อเนื่อง หากปล่อยนิ้วออกจากปุ่มชัตเตอร์จะไม่มีภาพใดๆ เกิดขึ้น เพราะผู้ใช้ยังไม่ได้กดปุ่มชัตเตอร์เพื่อถ่ายภาพ หรือกดลงไปจนสุดนั่นเอง หรือเมื่อแตะค้างไว้โดยไม่กดปุ่มชัตเตอร์ลงไปจนสุด ประมาณ 10 วินาที กล้องจะบันทึกภาพให้โดยอัตโนมัติ

ในโหมดถ่ายภาพต่อเนื่องนี้ยังเลือกการทำงานอื่นๆ ได้อีก อาทิ ถ่ายภาพคร่อมค่าการวัดแสง ถ่ายภาพคร่อม Film Simulation และถ่ายภาพคร่อมไดนามิกเรนจ์ เป็นต้น ฟังก์ชั่นทั้งหมดช่วยลดความผิดพลาดจากการปรับตั้งกล้อง หรืออาจจะเป็นเหตุการณ์ที่พลาดไม่ได้ ซึ่งช่วยให้ได้ภาพสวย คมชัดตามที่ต้องการอย่างแน่นอน




Fujifilm Finepix HS20 EXR พัฒนาประสิทธิภาพการทำงานต่อจากรุ่น HS 10 จุดแตกต่างที่ชัดเจนเลยคือ ใช้เซ็นเซอร์แบบใหม่ EXR CMOS ความละเอียดสูงถึง 16 ล้านพิกเซล ที่รวบรวมเทคโนโลยีการทำงานที่ยอดเยี่ยมไว้ด้วยกัน อาทิ HR (High Resolution), DR (Wide Dynamic Range) และ SN (High Sensitivity and Low Noise) ช่วยให้ถ่ายทอดสีสัน ความคมชัด และโทนภาพ ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม และอีกหนึ่งจุดเด่นคือ ใช้เลนส์พลังซูมสูงถึง 30 เท่า ทางยาวโฟกัส 24-720 มม. ครอบคลุมการถ่ายภาพแบบต่างๆ ทั้งวิวทิวทัศน์ ภาพบุคคล ภาพแคนดิด หรือสิ่งที่อยู่ในระยะไกล อย่างเช่น ภาพสัตว์ป่า หรือภาพกีฬา


เซ็นเซอร์ภาพแบบใหม่ EXR CMOS 16 ล้านพิกเซล ออกแบบโครงสร้างของเซ็นเซอร์เป็นแบบ Back Side Illuminated (BSI) โดยวางตำแหน่งของ Hi-speed Transfer Circuit ไว้ด้านหลังของ Photodiode ทำให้แสงสามารถผ่านเข้าสู่ Photodiode ได้เต็มที่ และไม่มีการสะท้อนกลับ เหมือนรูปแบบของเซ็นเซอร์แบบเดิม ซึ่งมีข้อดีคือช่วยให้ถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยได้เป็นอย่างดี โดยไม่จำเป็นต้องตั้งใช้ความไวแสงสูงมากนัก รวมทั้งมี Noise ที่น้อยลงด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังทำงานประสานกันเป็นอย่างดีกับหน่วยประมวลผล EXR ซึ่งทำให้มีการทำงานที่รวดเร็ว ตอบสนองการใช้งานได้เป็นอย่างดี และให้ไฟล์ภาพคุณภาพสูง 

ภาพโครงสร้างของเซ็นเซอร์แบบ BSI
1. Micro Lens  
2. Color Filter  
3. Photodiode  
4. High Speed Transfer Circuit


เปรียบเทียบเซ็นเซอร์แบบเก่า กับแบบ BSI CMOS

การสูญเสียแสงหรือการสะท้อนกลับของแสงจะน้อยลง เซ็นเซอร์จะรับแสงได้ดีขึ้น 

1. Light 
2. High Speed Transfer Circuit 
3. Photodiode



สามประสาน สร้างสรรค์งานคุณภาพอีกแล้วครับท่าน

1. EXR CMOS Sensor  
2. EXR Processor  
3. Fujinon Lens



หลายๆ คนที่ใช้คอมแพค มักจะมีปัญหาเรื่องการปรับซูม ซึ่งส่วนมากจะใช้ก้านโยกซ้าย-ขวา เพื่อซูมเข้า-ออก เกินมั่ง ขาดมั่ง แต่สำหรับ HS 20 EXR ใช้ปรับซูมแบบมือหมุน เหมือน DSLR ยังไง ยังงั้น ต้องการระยะแค่ไหน หมุนไปได้เลย เป๊ะๆ และมีตัวเลขระยะเลนส์บอกไว้ด้วย ทั้งระยะแบบดิจิตอล และเทียบเท่าระบบฟิล์ม เลนส์ที่ใช้ยังคงเป็น เลนส์ Fujinon ออพติคอลซูม 30 เท่าทางยาวโฟกัส 24-720 มม. เท่ากับรุ่นเดิม แต่เคลือบผิวเลนส์ใหม่แบบ Super EBC (Electronic Beam Coating) ช่วยลดแสงฟุ้งและแฟลร์ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งลดอาการขอบภาพม่วงลงไปด้วย ก็ไม่รู้ว่าจะถูกใจสมาชิกเวบหรือเปล่า เพราะเห็นแซวๆ กันว่าชอบม่วง ชอบม่วง



โหมดถ่ายภาพของ HS20 EXR ปรับเปลี่ยนไปจากรุ่นเดิมบ้าง โดยเมื่อเปลี่ยนมาใช้เซ็นเซอร์ EXR ก็เลยพ่วงโหมด Auto EXR มาแทนโหมด SR Auto ซึ่งกล้องจะปรับเลือกรูปแบบการทำงานของเซ็นเซอร์ภาพให้เหมาะสมกับรูปแบบภาพที่ต้องการโดยอัตโนมัติ เช่นถ้าหากว่าถ่ายภาพในสภาพแสงปกติ กล้องจะปรับโหมดเป็น HR (High Resolution) ซึ่งเก็บรายละเอียดและถ่ายทอดคุณภาพของภาพที่สูงสุด ให้ภาพที่มีสีสันอิ่มตัวสูงสุด ส่วนถ้าหากว่าถ่ายภาพในสภาพแสงที่ต่างกันมากๆ หรือคอนทราสต์สูง กล้องจะปรับโหมดเป็น DR (Wide Dynamic Range) ขยายไดนามิกเรนจ์ให้กว้างขึ้น เพื่อให้ได้ภาพที่มีรายละเอียดครบถ้วนทั้งในส่วนมืดและส่วนสว่าง และเกลี่ยภาพให้ได้โทนที่เป็นธรรมชาติ และเมื่อถ่ายภาพในสภาพแสงน้อง กล้องก็จะปรับโหมดเป็น SN (High Sensitivity and Low Noise) และปรับชิฟท์ความไวแสงให้สูงขึ้นตามความเหมาะสมในแต่ละสภาพแสง และลด Noise ไปด้วย ซึ่งช่วยให้ได้ภาพที่คมชัดเช่นกัน  หรือจะเลือกปรับใช้งานแต่ละโหมดด้วยตนเองก็ได้เหมือนกัน


นอกจากนี้ยังมีโหมดถ่ายภาพอื่นๆ เช่น โหมดออโต้ โหมด SP หรือ Scene Position ซึ่งเป็นโหมดจำลองรูปแบบภาพสำเร็จรูปให้ผู้ใช้เลือกใช้งานได้ตามความต้องการ โหมด Advance Mode หรือ Adv. มีสองโหมดถ่ายภาพให้เลือกใช้ โหมดแรกคือ Pro Focus Mode สำหรับถ่ายภาพบุคคลที่เน้นฉากหลังเบลอ เพื่อช่วยให้ซับเจคต์เด่นขึ้น โดยกล้องจะถ่ายภาพสองภาพ โฟกัสที่ซับเจคต์ในภาพแรก และภาพที่สองปรับโฟกัสไปที่ฉากหลัง จากนั้นจะนำเอาภาพทั้งสองมาประมวลผลใหม่แล้วบันทึกเป็นภาพเดียวที่ชัดเฉพาะซับเจคต์ ส่วนฉากหลังจะเบลอ แยกซับเจคต์โดดเด่นออกมาชัดเจน โดยไม่ต้องพะวงว่าจะต้องใช้รูรับแสงกว้างๆ หรือซูมเลนส์ที่ระยะเทเล หรือจะต้องเข้าไปถ่ายใกล้ๆ เท่านั้น 


อีกโหมดหนึ่งคือ Pro Low Light Mode ซึ่งกล้องจะถ่ายภาพต่อเนื่องกัน 4 ภาพ แล้วนำมาประมวลผลเป็นภาพใหม่ที่มีความคมชัดสูงสุด เก็บรายละเอียดได้ครบถ้วน และปราศจาก Noise ถึงแม้ว่าจะถ่ายภาพโดยใช้ความไวแสงสูงมากๆ ก็ตาม ข้อแนะนำสไหรับโหมดนี้คือ เหมาะสำหรับถ่ายภาพสิ่งที่ไม่มีการเคลื่อนไหว หรืออยู่นิ่งๆ กับที่ เพราะถ้าหากว่าเกิดการเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่แล้ว การประมวลผลจากภาพทั้ง 4 ภาพอาจจะผิดพลาดได้    



ส่วนผู้ที่ต้องการควบคุมการทำงานของกล้องทั้งหมด สามารถเลือกใช้โหมดโปรแกรม (P), โหมดออโต้รูรับแสง (S), โหมดออโต้ความเร็วชัตเตอร์ (A) และโหมดแมนนวล (M) ซึ่งสามารถปรับตั้งค่าต่างๆ ของกล้องได้เองทั้งหมด



และสำหรับผู้ที่ถ่ายภาพบางอย่างอยู่เป็นประจำ และไม่มีการปรับเปลี่ยนค่าการตั้งกล้องใหม่ ก็สามารถตั้งค่านั้นๆ ให้เป็นโหมดถ่ายภาพเฉพาะ หรือ Custom Mode ซึ่งเป็นรูป C อย่างเช่น ถ่าย Portrait อยู่เป็นประจำ ก็สามารถตั้งค่าต่างๆ ของกล้องให้เหมาะสำหรับถ่าย Portrait และบันทึกเก็บไว้ในตำแหน่ง C เมื่อถ่ายภาพครั้งต่อไป ผู้ใช้ก็หมุนแป้นปรับโหมดถ่ายภาพมาที่ตำแหน่ง C และใช้งานได้เลย โดยไม่ต้องปรับตั้งค่าอะไรเพิ่มเติมอีก 



และถึงแม้ว่าจะเป็นกล้องแบบคอมแพคดิจิตอล แต่ก็สามารถบันทึกไฟล์ฟอร์แมท RAW และ RAW+JPEG ในโหมดถ่ายภาพนิ่งได้เช่นเดียวกับ DSLR ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการไฟล์ภาพคุณภาพสูงสุด และต้องการปรับแก้ไขไฟล์ภาพตามที่ต้องการในภายหลัง  ถ้าหากว่าถ่ายเป็น JPEG ปกติ แต่บางภาพต้องการถ่ายเป็น RAW ก็กดปุ่มควบคุม 4 ทิศทางด้านบน ได้เลย แต่ใช้เฉพาะบันทึกภาพต่อภาพเท่านั้น  และถ้าหากต้องการถ่าย RAW ทั้งหมด หรือถ่าย RAW+JPEG จะต้องเข้าไปปรับตั้งจากเมนู



ฟังก์ชั่นจำลองรูปแบบฟิล์ม หรือ Film Simulation มีให้ใช้งานกับกล้องฟูจิฟิล์มหลายๆ รุ่น สามารถเลือกใช้งานตามความเหมาะสมได้ อาทิ Standard Mode จำลองรูปแบบฟิล์มสไลด์สี Provia สำหรับถ่ายภาพทั่วๆ ไป ที่ต้องการสีสันอิ่มตัว, Vivid Mode จำลองรูปแบบฟิล์มสไลด์สี Velvia สำหรับถ่ายภาพที่ต้องการสีสันที่สดใส และอิ่มตัวมากเป็นพิเศษ เช่น ภาพวิวทิวทัศน์ เป็นต้น, Soft Mode จำลองรูปแบบฟิล์มสี Astia ซึ่งให้โทนภาพที่นุ่มนวล และให้สีผิวที่ดูเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับถ่ายภาพบุคคล นอกจากนี้ยังมี Black & White สำหรับถ่ายภาพขาว-ดำ และ Sepia สำหรับถ่ายภาพแบบเก่าๆ ย้อนยุค โดยให้ภาพออกโทนสีน้ำตาล



หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า เมื่อซูมภาพที่ระยะเทเลมากๆ แล้วต้องถือด้วยมือ กล้องจะไม่สั่นหรือ HS20 EXR  จึงออกแบบระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบสองต่อคือ ปรับชิฟท์เซ็นเซอร์รับภาพ และปรับความไวแสงให้สูงขึ้นตามความเหมาะสม เพื่อให้ได้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูงขึ้น เพื่อให้ภาพที่คมชัดสมบูรณ์แบบ ซึ่งโดยปกติจะชดเชยความเร็วชัตเตอร์ได้ต่ำลงประมาณ 4 สตอป ซึ่งถ้าหากว่าสภาพแสงน้อยเกินไป หรือความเร็วชัตเตอร์ต่ำเกินเกณฑ์ปกติ ก็ต้องเปิดแฟลช หรือใช้ขาตั้งกล้องช่วยครับ เมื่อเลือกโหมดถ่ายภาพ EXR Auto กล้องจะปรับระบบป้องกันการสั่นไหวให้เป็นแบบ Advanced Anti Blur โดยกล้องจะถ่ายภาพต่อเนื่องกัน 4 ภาพจากนั้นจะนำภาพทั้งหมดมาประมวลผลใหม่และรวมเป็นภาพเดียวที่ให้ความคมชัด และมี Noise ต่ำ


HS20 EXR ยังคงใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ AA 4 ก้อน เช่นเดียวกับรุ่นเดิม 

ข้อดีคือหาซื้อไม่ยาก ใช้สะดวก แต่เปลืองมากกว่าแบบ Li-Ion 

หรือถ้าหากว่าใช้แบบ รีชาร์จ ก็ช่วยให้ประหยัดไปได้มากขึ้น 

ประโยชน์ของแบตเตอรี่ AA ที่เคยสัมผัสมาเลยคือ เวลาที่จะต้องถ่ายภาพแล้วแบตหมด และอยู่ในสถานการณ์ที่หาที่ชาร์จไม่ได้ Li-Ion เซ็งเลยล่ะครับ ส่วนกล้องที่ใช้แบต AA ถ่ายได้ตามปกติ เพราะมีอัลคาไลน์สำรอง

สำหรับ DSLR ที่ใช้แบตเตอรี่กริป แล้วมีรางถ่าน AA แถมมาด้วย หยิบติดไปด้วยเวลาออกทริป ช่วยได้ในยามฉุกเฉินนะครับ




วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2556

Review Sony NEX-7



รายละเอียดกล้อง Specifications 
เซนเซอร์รับภาพแบบ APS-C 1.11 ชนิด Exmor APS HD CMOS Sensor (2.5 x 15.6 มม.) ตัวคูณโฟกัส 1.5
จำนวนพิกเซลที่ใช้งานจริง 24.3 ล้านพิกเซล
ขนาดภาพถ่าย (อัตราส่วนภาพ 3:2) L: 6000 x 4000
ขนาดภาพถ่าย (อัตราส่วนภาพ 3:2) M: 4240 x 2832
ขนาดภาพถ่าย (อัตราส่วนภาพ 3:2) S: 3008 x 2000
ขนาดภาพถ่าย (อัตราส่วนภาพ 16:9) L: 6000 x 3376
ขนาดภาพถ่าย (อัตราส่วนภาพ 16:9) M: 4240 x 2400
ขนาดภาพถ่าย (อัตราส่วนภาพ 16:9) S: 3008 x 1688
ขนาดภาพถ่าย (Sweep Panorama) Wide: horizontal 12416 x 1856 (23M), vertical 5536 x 2160 (12M)
ขนาดภาพถ่าย (Sweep Panorama) Standard: horizontal 8192 x 1856 (15M), vertical 3872 x 2160 (8.4M)
รูปแบบในการบันทึก / คุณภาพไฟล์ RAW, RAW + JPEG , JPEG Fine, JPEG Standard
โหมดการโฟกัส AFS, AFC, Manual
ระบบการโฟกัสใช้ระบบ Contrast AF
ระบบ Auto Focus มี 3 รูปแบบ 25 multi-point หลายจุด, Centre-weighted กลางภาพ, Fliexible spot จุดที่ปรับได้, Object Tracking ติดตามวัตถุ, Face Detection ติดตามใบหน้า
เลนส์ที่สามารถใช้ได้ Sony E-mount และ Sony / Minolta A Mount ใช้ผ่าน Sony Adapter LA-EA2
ความเร็วชัตเตอร์ 30 - 1 / 4000 วินาที , Bulb
ระบบวัดแสง ระบบวัดแสงแบบแบ่งโซน 1200 - โซน , เฉลี่ยหนักกลาง , จุด
ความไวแสง (ISO) Auto, 100, 200, 400, 800, 1600, 3200, 6400, 12800, 16000
โหมดถ่ายภาพ iAuto, Scene Selection, Anti Motion Blur, Sweep Panorama, 3D Sweep Panorama, Manual Exposure, Shutter Priority, Aperture Priority, Program Auto
Creative Styles : Standard, Vivid, Neutral, Clear, Deep, Light, Portrait, Landscape, Sunset, Night, Autumn Leaves, B&W, Sepia
SCENE MODE :Portrait, Landscape, Macro, Sports Action , Sunset, Night Portrait, Night Scene , Hand-held Twilight,
Picture Effect ภาพแบบโทนหยาบ (สี/ขาวดำ), สีสดใส, ภาพโบราณ, สีบางส่วน (แดง, เหลือง, ฟ้า, เขียว), ขาวดำแบบความเข้มสูง, กล้องทอย, ซอฟท์ไฮคีย์, ภาพวาด, ภาพขาวดำแบบไล่โทน, ภาพเมืองจำลองเมมโมรี่สติ๊ก
สมดุลย์แสงสีขาวAuto WB, Daylight, Shade, Cloudy, Incandescent, Fluorescent (Warm white/Cool white/Day) / Color temperature setting
ระบบวัดแสง ระบบวัดแสงแบบแบ่งโซน 114 โซน , เฉลี่ยหนักกลาง , จุด
ระบบชดเชยแสง 1/3EV Step ±5EV
ช่วงความไวแสง EV 0 - 18 (ISO100 equivalent)
ถ่ายภาพต่อเนื่อง 10 ภาพต่อวินาที และโหมดปกติ 3-5 ภาพต่อวินาที
หน่วยความจำสำรองรองรับ : Fine 17 ภาพ, Raw 13 ภาพ, Raw + Jpeg 11 ภาพ
ระยะแฟลช (Flash Guide Number) 6 เมตร ที่ ISO 100 รองรับเลนส์ 18mm
ความไวชัตเตอร์สัมพันธ์กับแฟลช X Sync 1/160 วินาที
โหมดแฟลช Flash off, Autoflash, Fill-flash, Slow Sync., Rear Sync, Wireless
จอมอนิเตอร์ LCD 3 นิ้ว ความละเอียดจอ 921,600 พิกเซล แบบ Xtra Fine LCD ใช้เทคโนโลยี TruBlack screen ครอบคลุมการมองเห็น 100% ปรับขึ้นได้ 85 องศาและปรับลงได้ 45
ช่องมองภาพแบบอิเล็กทรอนิกส์ ชนิด XGA OLED ขนาด 1.3 ซม
ความละเอียด 2,359,296 จุด
อัตราขยาย.1.09x
เห็นภาพเต็มกรอบ 100%
ไฟล์ภาพเคลื่อนไหว AVCHD & MPEG-4
ความละเอียดภาพเคลื่อนไหว
AVCHD: 1080 60i/p up to 28mbps (50i/p in Europe & Asia)
AVCHD: 1080 24i/p up to 24mbps (25i/p in Europe & Asia)
MPEG-4: 1440 x 1080 29.97fps 12mbps
MPEG-4: 640 x 480 29.97fps
ระบบการบันทึกเสียง Dolby Digital (AC-3) / MPEG-4 AAC-LC
สื่อที่ใช้ในการบันทึก เมมโมรี่สติ๊ก Memory Stick PRO Duo / Memory Stick PRO-HG Duo / SD Memory Card / SDHC memory card / SDXC memory card รองรับการ์ดความเร็วสูง Class 10 ความจุสูงถึง 32 GB
เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ผ่านพอร์ต USB 2.0 (High Speed)
เชื่อมต่อทีวีผ่านพอร์ต HDMI Type C
แจ็คไมโครโฟนขนาด 3.5mm
ชนิดแบตเตอรี่ Li-ion Battery Pack NP-FW50 Lithium-Ion
ถ่ายได้ประมาณ 310 ภาพ กับ EVF และ 430 กับ LCD
ขนาดกล้อง120 x 67 x 43 มม. (กว้าง สูง ลึก)
น้ำหนักตัวกล้อง 415 กรัม (รวมการ์ดและแบตเตอรี่)




ตัวกล้องและการออกแบบ
แรกเห็นก็ต้องบอกว่าเหมือน NEX-5N เป็นอย่างมาก ตัว Body ดูเป็นโลหะทั้งตัว แต่ที่โดดเด่นออกมาก็คือ มี Dial 2 ตัวอยู่ด้านบน อีกทั้งยังมี Flash Hot Shoe มาด้วย โครงสร้างด้านในทำจากแมกนีเซียมอัลลอยด์ ให้ความแข็งแรงและเบา ส่วน EVF ที่มีมาให้พร้อม Hood ก็ดูไม่ใหญ่มาก เลนส์ 18-55 /F3.5-5.6 OSS ที่ติดกล้องมานั้นเป็นสีดำดูเหมาะกับตัวกล้องเป็นอย่างมาก เรียกว่าการทำสีที่ตัวเลนส์เพื่อให้เข้ากับ Body NEX-7 โดยเฉพาะ

เมื่อลองจับดูรู้สึกได้ถึงความกระชับมือมาก Grip จับหนาเต็มมือ ใช้ยางลายหนังสีดำทำให้ดูหรูดี จะมีเพียงนิ้วก้อยเท่านั้นที่หลุดออกมา น้ำหนักมากกว่า 5N อย่างรู้สึกได้ บานพับด้านซ้ายมาพร้อมช่อง HDMI สำหรับแสดงผลออก LCD TV ช่อง USB 2 Highspeed (จริง ๆ อยากให้เป็น USB3.0 มากกว่าครับ) และช่องเสียบไมโครโฟน ขนาด 3.5mm แต่ผมก็ยังอยากได้ช่องเสียบหูฟังอยู่ดี จะได้ตรวจสอบเสียง VDO ที่บันทึกได้ด้วย เมื่อวางเทียบกับ NEX-5 ดูแล้ว NEX-7 จะดูใหญ่กว่า 15-17 เปอร์เซ็นต์


ความสำเร็จจากกล้อง NEX ที่ผ่านมาทำให้ยอดจำหน่ายกล้องของโซนี่สูงขึ้นมาเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้มีสมาชิกผู้ใช้เพิ่มเขึ้นอย่างมากมาย ยิ่งตอกย้ำอีกครั้งกับ NEX-C3 และ 5N ที่สวนกระแสขายดีในช่วงน้ำท่วม ถึงขั้นขาดตลาดเลยทีเดียว 

กลับมาอีกครั้งกับกล้อง NEX-7 ที่วางตำแหน่งสำหรับกลุ่มผู้ใช้กล้องมืออาชีพ หรือมือสมัครเล่นที่จริงจัง (ไม่จริงจังไม่ได้เพราะราคาจริงจังมากก) โซนี่วางกล้องตัวนี้ ในตำแหน่ง Top ของกองทัพ Mirrorless โดยเน้นที่การปรับตั้งง่ายเช่นเดียวกับกล้อง DSLR ด้วย Dial 3 ตัวและมีลูกเล่นฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่นักถ่ายภาพจริงจังอยากให้มีมาครบเลยทีเดียว กับเซนเซอร์ขนาด APS-C ที่มาพร้อมควาละเอียด 24 ล้านพิกเซล ซึ่งสูงสุดในตลาดในขณะนี้ (30 ม.ค. 55) และเพิ่มฮอทชูแฟลชไว้ข้างบนบอดี้ทำให้สามารถใช้แฟลชนอกสำหรับ Sony DSLR ได้ รวมถึงการใช้งานใน Studio ก็ไม่มีปัญหา สุดล้ำกับความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องถึง 10 ภาพต่อวินาที

การรอคอยที่ยาวนาน จากปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพครั้งใหญ่ ทำให้กำหนดการเดือนธันวาคมต้องเลื่อนออกมาเป็นเดือนกุมภาพันธ์ 55 ด้วยข่าวสารที่ออกมาก่อนหน้าทำให้มีผู้คนคอยการมาถึงของกล้องตัวนี้จำนวนมาก ไม่ว่าจะหวังให้เป็นกล้องตัวสำรองในการทำงานหรือเป็นกล้องในวันสบาย ๆ แต่ก็มีไม่น้อยที่ขาย DSLR ทิ้งและหมายมั่นจะใช้ NEX-7 เป็นกล้องหลัก เพราะเบื่อที่จะแบกกล้องหนัก ๆ 

NEX-7 เหมาะสำหรับใคร? ส่วนตัวผมมองกว่ากล้องตัวนี้เหมาะกับผู้ที่ถ่ายภาพแบบจริงจัง และเน้นใช้แทน DSLR มากกว่า เพราะด้วยความสามารถของกล้อง บอกได้คำเดียวว่า DSLR รุ่นกลาง ๆ นี้แพ้ไปเลย ด้วยฟังก์ชั่นที่มีมาให้อย่างครบ และเน้นที่การปรับตั้งง่าย อีกทั้งราคาค่าตัวที่แพงกว่า DSLR รุ่นกลาง ๆ อีก จึงไม่เหมาะกับมือใหม่เป็นอย่างยิ่งครับ

Peaking Level & Lens Manual Focus

ปัจจุบันกล้อง NEX เป็นที่นิยมกันมากสำหรับผู้ที่ชื่นชอบนำเลนส์ Manual รุ่นเก่า มากใช้ โดยนำมาต่อกับ Adaptor แปลงเมาร์เลนส์ ไม่ว่าจะเป็น เลนส์ Nikon Ai, Voigtlander, Leica M หลายคนชมว่าภาพที่ได้โบเก้มีเอกลักษณ์ รวมถึงความคมและสีสันที่ classic


แต่การจะมาโฟกัสมือบนจอ LCD 3 นิ้ว ไม่ใช้เรื่องง่าย ยิ่งเลนส์ F กว้าง ๆ ยิ่งหลุดโฟกัสได้ง่าย NEX-7 มี ผู้ช่วยในการโฟกัสมือ 2 ท่านครับ
ผู้ช่วยคนที่ 1 MF Assist เมื่อใช้ฟังก์ชั่นนี้กล้องจะซูมภาพขึ้นมา 5.9 เท่าให้เราดูว่าจุดที่เราต้องการโฟกัสชัดหรือยัง และสามารถเปลี่ยนตำแหน่งที่ซูมไปที่อื่นได้ โดยควบคุมที่ Joysteck หรือจะใช้ Dial 2 และ 3 ก็ได้ครับ 

1. (Menu > Setup > MF Assist > On)
2. ((Menu > Setup > MF Assist Time > No Limit
3 . (Menu > Setup > Custom Key Settings > [Right Key Seting / Soft Key B Setting] > MF Assist)

ผู้ช่วยคนที่ 2 Peaking Level เพราะ NEX ใช้ระบบโฟกัสแบบคอนทราสโฟกัส ทำให้ผู้ผลิตคิดวิธีเอาประโยชน์คอนทราส AF มาช่วยยืนยันจุดที่โฟกัสชัดอยู่ โดยการจะแสดงสี ในส่วนที่ชัดของภาพ ในฟังก์ชั่นนี้เราสามารถเลือกได้ 3 ระดับ Lo Mid High และเลือกสีได้ 3 สี ขาว เหลือง แดง



Test Memory Card for Sony NEX-7
ในการทดสอบ Sony Nex-7 ครั้งนี้ผมได้รับเมมโมรี่การ์ด ที่ Top สุดของ Sony มาทดสอบ SD-Card HC I 16GB ที่เครมว่าเร็วที่สุดที่ SD-Card จะทำได้แล้ว คือ 94MB ต่อวินาที ซึ่งในตลาดตอนนี้จะมีผู้ผลิต Memory หลายเจ้า และก็จะมีแบบ Brand อะไรไม่รู้ ถูกมากกกกก แต่ใช้ไปแล้ว ภาพหาย บางก็*้คืนมาได้บ้าง บ้างก็ข้อมูลกลับมาไม่ได้เลย ส่วนสาเหตุก็แล้วแต่ครับ เอาการ์ดออกจากกล้องโดยไม่ได้ Power Off ซะก่อน หรือเสียกับ Reader Card จีนถูก ๆ แล้วช็อตข้อมูลหายก็มี ล่าสุดผมต้องเซ็งกับ การยี่ห้อนึง Txxx SC-HD up20mb รุ่น 32GB ราคาถูกกว่า Transcend ประมาณ 400-500 บาท เอาไปถ่ายงานได้ 3 วัน ร่วม 18GB งานเปิดตึกใหม่ งาน Test Review NEX-7 ที่ไปถ่ายในโรงแรมตกแต่งแนวแอนทีคสวยมาก และแข่งเทนนิส ปรากฏภาพที่ถ่าย ไว้ 3 งาน หายหมด*้ก็ไม่ได้ อย่างเซ็ง จึงทดลองเอา NEX-7 ยิงทดสอบ ถ่ายไปได้ ประมาณ 1400 ภาพ ก็จะแฮ็ง งานนี้เลยเดือดร้อนไปถึงบริษัทโซนี่ เลยส่ง Memory เทพมาให้ทดลองใช้ดูครับ


ปรากฏว่า....ไม่พบปัญหาอะไรและการอ่านเขียนก็เร็วกว่าการ์ดตัว Top สุดในปัจจุบันที่ผมพึ่งซื้อมาซะอีก เลยอยากเอามาทดสอบแบบให้ผล Lab ซะหน่อย 


ในการทดสอบผมใช้ Reader Card USB3.0 ที่ความเร็วในการอ่าน 80MB และเขียนได้ 60MB


จากที่ได้ทดลองใช้ SD-Card HC I 16GB มาถือว่าอ่านเขียนเร็วมาก ทำให้เวลาถ่ายภาพต่อเนื่อง ช่วงเวลาบันทึกสั้นลงแบบเห็นได้ชัดครับ และแอบเอาถูกกับแม่เหล็กดู-ข้อมูลก็ยังอยู่ดีมีสุขครับ หรือจะแกล้งกระชากออกจากกล้องโดยไม่ปิด ดึงออกจาก Reader Card จีนถูก ๆ โดยไม่ได้ Safely Remove ก่อน ก็ไม่สามารถสร้างความเสียหายให้ข้อมูลในการ์ดได้เลยครับ


สรุป จากที่สดสอบมาอาจจะเป็นไปได้ว่า card reader usb3.0 ที่ผมใช้อยู่ยังไม่สามารถรีดความเร็วในการอ่านหรือเขียนได้สูงสุด แต่ภาพรวมของค่าที่ได้ ก็เป็นไปแบบสมเหตุสมผลครับ การ์ดถูกก็ไม่เร็ว การ์แพง ก็เร็วกว่า อย่างเห็นได้ชัด

วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

รีวิว Sony DCR-DVD910E


เก็บทุกรายละเอียดด้วยตัวสัญญาณภาพ ClearVid CMOS Sensor และเทคโนโลยีใหม่อย่าง Face Detection
  • ด้วยตัวรับสัญญาณภาพClearVid CMOS Sensor "Exmor" - derived Technology และ BIONZ ขนาด 1/5 นิ้ว
  • Face Detection
  • D-Range Optimiser
  • บันทึกในระบบไฮบริด สามารถเลือกสื่อบันทึกได้ไม่ว่าจะบันทึกลงแผ่นดีวีดี และเมมโมรี่สติ๊ก
  • เลนส์ Carl Zeiss Vario-Sonnar T*
  • Super SteadyShot(Optical)

+ ฟรี การ์ด MMS 4 GB., แผ่น DVD-RW 30 นาที, แผ่น DVD-RD L 45 นาที, แผ่น PVC-DVD, แบตเตอรี่ NP-FH50, กระเป๋า
+ รูปแบบในการบันทึก DVD + Video Codec MPEG-2 + ชนิดของสื่อที่ใช้บันทึกข้อมูล DVD (DVD+R DL / DVD+RW / DVD-RW / DVD-R) ขนาด 8 ซ.ม. + ชนิดของตัวรับสัญญาณภาพ ตัวรับสัญญาณภาพ 1/5" ClearVid CMOS Sensor with "Exmor" - derived Technology + ชนิดของตัวส่งประมวลผล


วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

รีวิว Sony NEX-F3




ต้องบอกว่าไม่แปลกใจเลย ที่กล้อง Mirrorless จะได้รับความสนใจอย่างดีขนาดนี้ เพราะปัจุบัน Social Network อย่าง Facebook จะเข้ามามีบทบาทแทบจะทุกคน แม้แต่คุณแม่ผม อายุ 70 ปี แล้ว เวลาอยากดูรูปหลานก็ต้องดูใน iPad เข้า Facebook ของน้องสาวที่อยู่ต่างประเทศ แล้วคอยดูว่าน้องสาว Update รูปหลาน ๆ ไว้เป็นไงบ้าง อย่าคิดว่าแม่ผมเก่งนะครับ ipad2 ตั้งแต่ได้มา ครอบครัวเราอบอุ่นขึ้นมากกก เรียกตัวตลอด ไม่ว่าจะดูละครย้อนหลังใน Youtube หรือจะหาเรื่องย่อละครอ่าน แนะนำอะไรไป... 10 นาทีก็ลืมว่าทำยังไง ตามตัวกันตลอด

จึงไม่แปลงที่จะเห็นผู้คนนิยมถ่ายภาพกันจริงจังมากขึ้น และที่ได้รับความนิยมอันดับหนึงก็เป็นมือถือ เพื่อนำไป Update บน Facebook ต่อมาก็จะรู้สึกได้ว่ามือถือมีข้อจำกัดที่ทำได้ ไม่ว่าการ Zoom Screen มือถือก็สวยดี แต่เมื่อดูบนจอคอมพิวเตอร์แล้ว (เดี้ยนรับไม่ได้) ทั้งเบลอ ทั้งสั่น สีก็เพี้ยน ถ่ายคนมาหน้าเหลืองเหมือนเป็นดีซ่าน ซะอย่างนั้น ยิ่งในโอกาสไปเที่ยวในสถานที่สวย ๆ แล้ว ก็อยากจะเก็บความประทับใจให้ได้เหมือนตาเห็น ทำให้หลายคนเริ่มสนใจกล้องที่คุณภาพหมือนมือโปรเค้าใช้กัน แต่ไม่ขออะไรมาก แค่ขอใช้งานง่ายแบบสุด ๆ ภาพคมชัด แต่สิวฝ้าบนหน้านะไม่ต้องเอามา ซูมได้เยอะ ๆ ถ่ายมาแล้วสวยกว่าตัวจริง เวลาเอาไปเที่ยวฝากให้คนอื่นที่ไม่มีความรู้ถ่ายให้ ยังไงฉันก็ต้องชัดนะ ไม่ใช้ไปชัดที่กำแพงด้านหลัง ที่สำคัญราคาต้องไม่แพง

วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556

ส่วนประกอบที่สำคัญของกล้องถ่ายรูป


        ส่วนประกอบที่สำคัญของกล้องถ่ายรูปกล้องถ่ายรูปที่นิยมมากในปัจจุบัน แม้จะมีความสามารถ และคุณลักษณะแตกต่างกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะมีส่วนประกอบ คล้ายคลึงกันคือ
1.  ตัวกล้อง (Body) ทำหน้าที่เป็นห้องมืด ป้องกันแสงภายนอกเข้าไปถูกฟิล์มที่บรรจุอยู่ภายในและเป็นที่ยึดส่วนประกอบ ตลอดจนอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ช่วยในการถ่ายรูป
2.  เลนส์ (Lens) ทำหน้าที่รับแสงสะท้อนจากวัตถุ ส่งไปยังฟิล์มที่บรรจุอยู่ในตัวกล้องฟิล์มจะบึนทึกภาพเอาไว้ กล้องบางชนิดสามารถถอด เปลี่ยนเลนส์ได้ตามความต้องการ เช่น กล้องประเภท SLR (Single len Reflex) หรือเรียกว่ากล้องสะท้อนเลนส์เดี่ยว เลนส์จะผนึกอยู่ข้างหน้าตัวกล้อง ซึ่งมีขนาด ความยาวโฟกัสแตกต่างกัน เช่น 50 มม . 35 มม . 105 มม . เป็นต้น  
ชนิดของเลนส์
นักประดิษฐ์เลนส์ถ่ายภาพพยายามพัฒนา  และออกแบบเลนส์ให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภท  โดยจำแนกประเภทของเลนส์ตามความยาวโฟกัส (Focal length)  เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสแตกต่างกันจะให้ผลในการถ่ายภาพแตกต่างกันออกไป  โดยมีเลนส์ขนาดหนึ่งใช้เป็นเลนส์ประจำกล้องเพื่อถ่ายภาพธรรมดาทั่วไป  ซึ่งมีองศาในการรับภาพใกล้เคียงกับสายตาของมนุษย์ในการมองทั่วไป  และมีเลนส์ขนาดอื่นแตกต่างกันออกไป อีกทั้งชนิดที่มีองศารับภาพกว้างเหมาะสำหรับถ่ายภาพภูมิทัศน์ (Landscape)  และเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสแคบแต่สามารถถ่ายภาพในระยะไกลได้  นอกจากนี้ยังมีเลนส์ชนิดพิเศษ  สามารถอำนวยความสะดวกในการถ่ายภาพให้ได้ลักษณะตามต้องการ  โดยจำแนกชนิดของเลนส์  ดังนี้
2.1.เลนส์มาตรฐาน (Normal lens หรือ Standard lens)
เป็นเลนส์ประจำกล้อง  ซึ่งเมื่อซื้อกล้องถ่ายภาพจะมีเลนส์ชนิดนี้ติดมาด้วย  เป็นเลนส์ที่ใช้ง่าย  มีความยาวโฟกัสระหว่าง 40-58 มม.  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นขนาด 50 มม. (โดยวัดจากกึ่งกลางเลนส์ถึงฟิล์ม)  เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มเรียนรู้ในเรื่องการถ่ายภาพ  เป็นเลนส์ที่มีองศาในการรับภาพกว้างประมาณ 47 องศาซึ่งใกล้เคียงกับสายตาของมนุษย์

2.2.เลนส์มุมกว้าง (Wide-angle lens)
เป็นเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสสั้นกว่าเลนส์มาตรฐาน  และรับภาพได้มุมกว้างกว่า  เหมาะสำหรับถ่ายภาพในสถานที่แคบหรือระยะห่างระหว่างกล้องถ่ายภาพกับวัตถุที่จะถ่ายอยู่ใกล้กันแต่ต้องการเก็บภาพเป็นบริเวณกว้าง  ซึ่งเลนส์ชนิดอื่นเก็บภาพได้ไม่หมด  เหมาะสำหรับถ่ายภาพภูมิทัศน์ (Land scape)หรือภาพในลักษณะอื่นๆ  เลนส์ชนิดนี้มีความชัดลึกสูงมาก  คือแสดงให้เห็นระ-ยะชัดตั้งแต่ใกล้สุดถึงไกลสุดได้ดี  แต่ต้องระมัดระวังในเรื่องของสัดส่วนระยะ (Perspective) ต่างๆ  จะเกิดการผิดเพี้ยน (Distortion)  ถ้าความยาวโฟกัสยิ่งสั้นมากยิ่งผิดเพี้ยนมากขึ้น  คือ  ภาพจะมีความโค้งเป็นรัศมีวงกลมเลนส์มุมกว้าง  แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ
2.2.1 เลนส์มุมกว้างธรรมดา (Moderate Wide-angle lens) มีความยาวโฟกัสระหว่าง 28-35 มม.  มีมุมองศาในการรับภาพระหว่าง 74-62 องศา
2.2.2 เลนส์มุมกว้างมาก (Ultra Wide-angle lens)  มีความยาวโฟกัสอยู่ระหว่าง 13 -24 มม.  มีมุมองศาในการรับภาพ 118-84 องศา
2.2.3 เลนส์มุมกว้างพิเศษหรือเลนส์ตาปลา (Fisheye lens)  มีความยาวโฟกัสน้อยมาก  คืออยู่ระหว่าง 6 - 16 มม.  มีมุมองศาในการรับภาพ 180-360 องศา  ภาพที่ได้จะมีลักษณะโค้งกลม  นิยมใช้สำหรับการถ่ายภาพในลักษณะสร้างสรรค์ และแปลกตา
2.3. เลนส์ถ่ายภาพไกล (Telephoto lens)
เลนส์ชนิดนี้มีคุณสมบัติตรงข้ามกับเลนส์มุมกว้าง  คือ  มีความยาวโฟกัสยาวกว่าเลนส์มาตรฐานและเลนส์มุมกว้าง  มีมุมรับภาพแคบเฉพาะส่วนหนึ่งเท่านั้น  เมื่อรับภาพในระยะและตำแหน่งเดียวกัน  จะทำให้ภาพที่บันทึกได้มีขนาดใหญ่กว่าการใช้เลนส์ธรรมดาและเลนส์มุมกว้าง
เลนส์ถ่ายภาพไกลมีขนาดความยาวโฟกัสแตกต่างกันหลายขนาด  จาก 70 มม. ถึง 2,000 มม.  มีมุมองศาการรับภาพตั้งแต่ 34-3 องศา  เพื่อใช้ประโยชน์ต่างกัน  ซึ่งพอจะแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ตามความยาวโฟกัสได้ดังนี้
2.3.1 เลนส์ถ่ายภาพไกลช่วงสั้น (Short Telephoto lens)  มีความยาวโฟกัสอยู่ระหว่าง 70-135 มม.  มีมุมองศาในการรับภาพกว้างประมาณ 34-18 องศา  เหมาะสำหรับการถ่ายภาพทั่วๆ ไป  เช่น  ภาพบุคคล  ภาพภูมิทัศน์  ภาพถ่ายระยะใกล้  เป็นต้น

2.3.2 เลนส์ถ่ายภาพไกลปานกลาง (Medium Telephoto lens)  มีขนาดความยาวโฟกัสอยู่ระหว่าง 150-300 มม.  มุมองศาในการรับภาพจะแคบลงอยู่ระหว่าง 18-8 องศา  เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่ไม่สามารถเข้าใกล้วัตถุที่จะถ่ายได้  เช่น  สัตว์ในกรง  วัตถุที่อยู่ที่สูงพอสมควร  เป็นต้น

2.3.3 เลนส์ถ่ายภาพช่วงไกล (Long Telephoto lens)  มีความยาวโฟกัสระหว่าง 400-600 มม.  มุมองศาในการรับภาพจะแคบลงอยู่ระหว่าง 6-4 องศา  เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่อยู่ไกล  เช่น  นกบนต้นไม้ การแข่งขันกีฬา  เป็นต้น

2.3.4 เลนส์ถ่ายภาพไกลช่วงพิเศษ (Super Long Telephoto lens)  มีความยาวโฟกัสระหว่าง 800-2,000 มม.  มุมองศาในการรับภาพจะแคบลงอยู่ระหว่าง 3-1 องศาเท่านั้น  สำหรับภาพที่ต้องการกำลังขยายมาก เช่น  ภาพถ่ายทางดาราศาสตร์  ภาพถ่ายบนตึกสูง  เป็นต้น  เลนส์พวกนี้จะน้ำหนักมากเป็นพิเศษ  ควรใช้ขาตั้งกล้องช่วยในการถ่ายภาพ

2.4. เลนส์ถ่ายภาพต่างระยะ (Zoom lens)
เลนส์ถ่ายภาพต่างระยะ (Zoom lens) หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า เลนส์ซูม  เลนส์ชนิดนี้เป็นที่นิยมอย่างมากเพราะใช้สะดวก  มีเลนส์รวมกันอยู่หลายชนิดในตัวเดียว  สามารถเปลี่ยนทางยาวโฟกัสได้ในตัวด้วยการเลื่อนกระ-บอกเลนส์ (สำหรับเลนส์แบบวงแหวนเดียว)  หรือการหมุนวงแหวนปรับระยะ  (สำหรับเลนส์แบบสองวงแหวน)  ไม่ต้องคอยเปลี่ยนเลนส์บ่อยๆ  เหมือนกับเลนส์ชนิดความยาวโฟกัสคงที่  แต่เนื่องจากเลนส์ชนิดนี้มีชิ้นเลนส์มาก  จึงทำให้ความคมชัดลดลงเล็กน้อย  จึงไม่เหมาะสำหรับภาพที่ต้องการขยายใหญ่มากๆ  แต่ก็เป็นเลนส์ที่มีผู้นิยมใช้กันมากตามเหตุผลที่ได้กล่าวมา  เลนส์ถ่ายภาพต่างระยะหรือเลนส์ซูมนี้มีหลายขนาดให้เลือกใช้  โดยแบ่งออกเป็นหลายประเภท  คือ
2.4.1 เลนส์ซูมช่วงมุมกว้าง (Wide angle Zoom)  มีช่วงขนาดความยาวโฟกัสสั้น  รับภาพได้มุมกว้าง  เช่นขนาด 20 -35 มม. 24-35 มม. 24-50 มม.  เหมาะสำหรับการใช้งานในการถ่ายภาพมุมกว้าง

2.4.2 เลนส์ซูมช่วงสั้น (Short Zoom)  เป็นเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสตั้งแต่ขนาดสั้นถึงปานกลาง  โดยจะมีเลนส์ขนาดมาตรฐานรวมอยู่ด้วย  เป็นเลนส์ซูมที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุด  ราคาค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับเลนส์ซูมขนาดอื่นๆ กล้องถ่ายภาพของบางบริษัทจะใช้เลนส์ซูมประเภทนี้แทนเลนส์มาตรฐาน  มีช่วงความยาวโฟกัสที่นิยมใช้  คือ  ขนาด 35-70 มม.  35-105 มม.  35-135 มม.  เป็นต้น

2.4.3 เลนส์ซูมช่วงไกล (Telephoto Zoom)  เป็นเลนส์ซูมที่มีความยาวโฟกัสสูงกว่าเลนส์สองประเภทที่ได้กล่าวมา  โดยมีขนาดที่นิยมใช้  คือ 80-200 มม.  100-300 มม.  สำหรับใช้งานแทนเลนส์ถ่ายภาพระยะไกล เลนส์ประเภทนี้จะมีน้ำหนักมาก  ผู้ใช้ต้องอาศัยทักษะและความชำนาญในการใช้ เพราะอาจทำให้กล้องสั่นไหวได้ง่าย

2.4.4 เลนส์ซูมช่วงไกลพิเศษ (Super Telephoto Zoom)  เป็นเลนส์ซูมที่มีช่วงความยาวโฟกัสสูงมาก  เหมาะสำหรับผู้ที่ถ่ายภาพเฉพาะด้าน เช่น  ช่างภาพที่ถ่ายภาพกีฬาบางประเภท  นักถ่ายภาพสารคดี  หรือนักถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ก็นิยมใช้เลนส์ประเภทนี้  เลนส์ซูมประเภทนี้มีขนาดช่วงความยาวโฟกัสที่นิยมใช้  คือ  80-400 มม. 400-800 มม. 360-1200 มม. เป็นต้น

นอกจากเลนส์ซูมทั้ง 4 ประเภทที่ได้กล่าวมาแล้ว  บางบริษัทยังได้ผลิตเลนส์ซูมประเภทอื่นๆ อีก  เช่น  มาโครซูม (Macro Zoom) สำหรับถ่ายภาพระยะใกล้  หรือเลนส์ซูมที่เป็นเลนส์รวมตั้งแต่เลนส์มุมกว้างถึงเลนส์ถ่ยภาพระยะไกลปานกลาง  เช่น  ขนาดความยาวโฟกัส 28-20 มม. 35-200 มม.  ดังนั้น  การเลือกใช้เลนส์ชนิดนี้จึงควรคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้งาน  และสะดวกเป็นสำคัญ  เพราะเลนส์ที่มีช่วงความยาวโฟกัสห่างกันมากเท่าใด  ก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น  และราคาก็จะสูงขึ้นไปด้วย
2.5 เลนส์ภาพถ่ายใกล้ (Macro lens)
เลนส์ถ่ายภาพใกล้หรือที่เรียกว่ามาโครเลนส์  เป็นเลนส์ชนิดที่สามารถถ่ายภาพในระยะใกล้ๆ ได้มากเป็นพิเศษ  ให้อัตราขยายของภาพได้ดีกว่าเลนส์ชนิดอื่นๆ  เหมาะสำหรับถ่ายภาพวัตถุที่มีขนาดเล็ก  เช่น  แมลง  ดอกไม้ เครื่องประดับ  หรือวัตถุอื่นๆ ที่ต้องการความคมชัดและให้เห็นรายละเอียดมาก  ซึ่งเลนส์ชนิดอื่นทำไม่ได้  และยังสามารถใช้ถ่ายภาพทั่วๆ ไปได้เช่นเดียวกับเลนส์ชนิดอื่นๆ ที่มีขนาดความยาวโฟกัสเท่ากัน
เลนส์มาโครมีขนาดความยาวโฟกัสหลายขนาด  ที่ใช้ทั่วไปมีตั้งแต่ 50มม. 55 มม. 85 มม. 105 มม.  โดยมีอัตราขยายของภาพมีอัตราส่วน  คือ 1:2 (ขนาดภาพที่ปรากฏบนฟิล์มจะมีขนาดครึ่งเท่าของวัตถุ)  หรือ 1:1 (ขนาดภาพที่ปรากฏบนฟิล์มจะมีขนาดกันกับวัตถุ)


ภาพที่ถ่ายด้วยเลนส์มาโคร
จากเลนส์ทั้ง 5 ชนิดที่ได้กล่าวมา  เป็นเลนส์ที่นิยมใช้กันทั่วไป  อีกทั้งยังได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเลนส์ให้มีความทันสมัย  และมีความสะดวกขึ้น  เช่น  มีการปรับระยะชัดแบบอัตโนมัติ (Auto focus)  การปรับเพิ่ม-ลดรูรับแสงอัตโนมัติ  การนำเอาระบบสะท้อนด้วยกระจกมาใช้เพื่อลดความยาวของเลนส์ถ่ายภาพระยะไกลที่มีความยาวโฟกัสสูงๆ ให้มีขนาดสั้นลง  หรือเลนส์มุมกว้างที่มีการแก้ระนาบภาพเอียง
ความไวแสงของเลนส์ (Lens Speed)
ความไวแสงของเลนส์  หมายถึง  ขนาดความกว้างของรูรับแสงเมื่อเปิดรูรับแสงกว้างที่สุด  เลนส์ที่สามารถเปิดรูรับแสงได้กว้างกว่า  แสดงว่าเลนส์ตัวนั้นมีความไวแสงมากกว่า  ซึ่งจะมีข้อได้เปรียบในการถ่ายภาพในที่ที่มีแสงน้อย  และสามารถปรับความเร็วชัตเตอร์ได้เร็วกว่าเลนส์ที่มีความไวแสงน้อย แต่เลนส์ยิ่งมีค่าความไวแสงมาก  ราคาของเลนส์ก็จะสูงขึ้นไปด้วย  ดังนั้นจึงควรเลือกใช้เท่าที่จำเป็นและงบประมาณที่มี
ความกว้างของรูรับแสงจะมีตัวเลขบอกค่าไว้ที่กระบอกเลนส์  เรียกว่า เอฟ/สต็อป (f/stop) หรือ เอฟ/นัมเบอร์ (f/number) ซึ่งมีค่ากำหนดไว้  เช่น 1.2  1.4  4  5.6  8  11  22  ตัวเลขยิ่งมากเท่าใดรูรับแสงยิ่งแคบลง
นอกจากนี้  ผู้ศึกษาการถ่ายภาพควรศึกษาอุปกรณ์ชนิดอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น  ไฟแฟลช  แว่นกรองแสง  ฟิล์ม  ขาตั้งกล้อง  เพื่อให้เข้าใจและพัฒนาทักษะในการถ่ายภาพต่อไป

         3. ช่องมองภาพ (View Finder) ปกติช่องมองภาพจะอยู่ด้านหลังของตัวกล้องเป็นจอมองภาพ เพื่อช่วยในการประกอบ และจัดองค์ประกอบของภาพ ให้มีความสวยงามตามหลักของศิลปะการถ่ายรูป
         4. ชัตเตอร์ (Shutter) ทำหน้าที่ควบคุมเวลาฉายแสง (Exposure Time) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความไวของชัดเตอร์ (Shutter Speed)
         5. แผ่นไดอะแฟรม (Diaphram) ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณความเข้มของการส่องสว่างของแสงที่ตกลงบนแผ่นฟิล์ม มีลักษณะเป็นแผ่นโลหะบาง ๆ หลาย ๆ แผ่นซ้อนเหลี่ยมกันอยู่
         6. รูรับแสง (Aperture) เป็นรูเปิดของแผ่นไดอะแฟรมให้มีขนาดต่าง ๆ ตามต้องการ เช่น เมื่อต้องการให้แสงเข้ามากก็เปิดรูรับแสงให้มีขนาดใหญ่ และทางตรงกันข้าม ถ้าต้องการปริมาณแสงเข้าไปถูกฟิล์มน้อยก็เปิดรูให้เล็กลง การเปิดขนาดของรูรับแสงแตกต่างกันนี้มีตัวเลขกำหนดเอาไว้ ซึ่งตัวเลขนี้จะเป็นวงแหวน ติดอยู่ที่ตัวเลนส์เรียกตัวเลขต่าง ๆ ว่าเอฟสตอป (F-Stop) หรือ เอฟนัมเบอร์ (F-Number) นอกจากส่วนประกอบที่สำคัญ ๆ ของกล้องถ่ายรูปดังกล่าวแล้ว ผู้ใช้ควรจะศึกษาปุ่มปรับและควบคุมต่าง ๆ ที่อยู่บนกล้องถ่ายรูป กล้องทั่ว ๆ ไปจะมีปุ่มควบคุมดังนี้คือ
          นอกจากส่วนประกอบที่สำคัญ ๆ ของกล้องถ่ายรูปดังกล่าวแล้ว ผู้ใช้ควรจะศึกษาปุ่มปรับและควบคุมต่าง ๆ ที่อยู่บนกล้องถ่ายรูป กล้องทั่ว ๆ ไปจะมีปุ่มควบคุมดังนี้คือ

ประวัติกล้องถ่ายรูป



มนุษย์ในสมัยที่ยังไม่มีการประดิษฐ์คิดค้นกล้องถ่ายภาพขึ้นมานั้น  ใช้การวาดภาพในการบันทึกความทรงจำและสื่อความหมายต่างๆ  แต่ต่อมาในศตวรรษที่ 19 นั้น  มนุษย์ได้คิดค้นกระบวนการถ่ายภาพขึ้นจากพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 2 สาขา  คือ
1.) ฟิสิกส์  ได้แก่เรื่องของแสงและกล้องถ่ายภาพ
2.) เคมี  ได้แก่เรื่องเกี่ยวกับสารไวแสงและน้ำยาสร้างภาพ
การถ่ายภาพเป็นการรวม 2 หลักการที่สำคัญเข้าด้วยกัน  คือ  การทำให้เกิดภาพจำลองของวัตถุ  ไปปรากฏบนฉากรองรับ  และการใช้สื่อกลางในการบันทึกภาพจำลองให้ปรากฏอยู่ได้อย่างคงทนถาวร
อริสโตเติล  นักวิทยาศาสตร์ชาวกรีกเป็นผู้บันทึกหลักการแรกไว้เมื่อ 400 ปีก่อนคริสต์ศักราช  ซึ่งมีใจความว่า..  "ถ้าเราปล่อยให้ลำแสงผ่านเข้าไปทางรูเล็กๆ ในห้องมืด  ถือกระดาษขาวให้ห่างจากรูรับแสงประมาณ 15 ซม. จะปรากฏภาพหัวกลับที่ไม่ค่อยชัดเจนนักบนกระดาษ"
ต่อมาจึงได้ใช้หลักการนี้ในการประดิษฐ์ "กล้องออบคิวรา" ซึ่งเป็นภาษาละติน  หมายถึง  "ห้องมืด"  หรือที่ชาวไทยเรียกกันว่า "กล้องรูเข็ม" นั่นเอง
วิชาถ่ายภาพตรงกับภาษาอังกฤษว่า "Photography" มาจากคำศัพท์ในภาษากรีก  โดย "Phos = แสงสว่าง" และ "Graphein = เขียน"  เมื่อนำมารวมกันจึงหมายถึง "เขียนด้วยแสงสว่าง  แต่ในปัจจุบันนี้  หมายถึง  วิชาที่ว่าด้วยการทำให้ภาพเกิดขึ้นโดยใช้แสงสว่างมากระทบกับวัสดุไวแสง  และครอบคลุมไปถึงการถ่ายรูป  การล้างฟิล์ม  การอัดขยายภาพ  และกระบวนการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน
กล่าวโดยสรุป  วิชาการถ่ายรูปก็คือ  "ความรู้ที่ว่าด้วยกระบวนแห่งการสร้างรูปโดยอาศัยแสงสว่างเข้าช่วย"  นั่นเอง
สำหรับการถ่ายภาพในประเทศไทยนั้น  ได้มีช่างถ่ายภาพคนแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ ท่านสังฆราชฝรั่งเศส นามปาเลอปัว  ส่วนช่างถ่ายภาพชาวไทยคนแรก คือ พระยากระสาปน์กิจโกศล หรือ นายโหมด  ต้นตระกูลอมาตยกุล  ซึ่งมีชื่อเสียงในการถ่ายภาพเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป  และช่างถ่ายภาพที่มีผลงานเก็บรักษาในหอสมุดแห่งชาติจำนวนมากจนถึงปัจจุบันนี้ คือ หลวงอัคนีนฤมิตร หรือ นายจิตร เป็นช่างหลวงในสมัยรัชการที่ 4 และ 5 ซึ่งมีผลงานภาพถ่ายบุคคลทุกชนชั้น  และยังมีภาพถ่ายสถานที่  ตลอดจนภาพเหตุการณ์ต่างๆ อีกด้วย

ชนิดของกล้องถ่ายรูป
          
กล้องถ่ายรูปนับเป็นเครื่องมือสำคัญชิ้นหนึ่งที่มีวิวัฒนาการมาจากกล้องออบสคูร่า (Obscura) ที่มีลักษณะเป็นกล้องมืด
(Dark room) และได้รับการพัฒนามาเรื่อย ๆ โดยผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ เป็นต้นว่า ดาร์แก ทัลโบต บาร์แนก , ดันคัน อิสแมนต์ , แลนด์ และคนอื่น ๆ ซึ่งกล้องปัจจุบันนี้สามารถแบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ ดังนี้

1. กล้องบ๊อกซ์ (Box Camera) 
          เป็นกล้องที่ไม่มีกลไกสลับซับซ้อน มีขนาดรูรับแสงคงที่ อาจเป็น 8 หรือ 11 อันใดอันหนึ่ง และมีความเร็วชัดเตอร์เดียวปกติประมาณ 1/60 กล้องชนิดนี้ให้ระยะชัดตั้งแต่ 6 ฟุตขึ้นไปจนถึงไกลที่สุด ฟิล์มที่ใช้กับกล้องชนิดนี้อาจเป็นฟิล์มขนาด 120, 127 และ 620 บางชนิดอาจใช้ฟิล์มขนาด 126 ก็ได้ อย่างไรก็ตามกล้องชนิดนี้ถ่ายรูปได้ดีในสภาพที่มีแสงเพียงพอ


2. กล้องพับ (Folding Camera)
           
เป็นกล้องที่มีห้องมืดชนิดพับระหว่างตัวกล้องกับเลนส์สามารถพับเก็บ หรือยืดออกมาได้ นอกจากนั้นกล้องชนิดนี้ยังเพิ่มขนาดของรูรับแสง
และสามารถปรับเปลี่ยนความเร็วของชัตเตอร์ได้หลายระดับมากยิ่งขึ้น และอาจใช้กับไฟแวบอีกด้วยฟิล์มที่ใช้อาจมีขนาดต่าง ๆ เช่น 120,127 และ 620 เป็นต้น


3. กล้องรีเฟล็กซ์ (Reflex Camera) กล้องชนิดนี้แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
        
3.1 แบบเลนส์คู่ (Twin Lens Reflex) บางครั้งอาจเรียกว่ากล้อง TLR ซึ่งเคยได้รับความนิยมมากในสมัยก่อน กล้องชนิดนี้มีเลนส์ 2 ตัว เลนส์ตัวบนทำหน้าที่สะท้อนภาพเข้าสู่ช่องมองภาพซึ่งมีกระจกเป็นตัวสะท้อนทำให้ผู้ถ่ายรูป
มองเห็นวัตถุที่จะถ่ายได้ ส่วนเลนส์ตัวล่างทำหน้าที่รับแสงเพื่อส่องผ่านไปยังฟิล์ม กล้องรีเฟล์กซ์เลนส์คู่นี้ได้รวมเอาข้อดี ของกล้องใหญ่ (View Camera) และกล้องเรนจ์ไฟเดอร์ (Range finder) เข้าด้วยกันโดยเฉพาะสามารถที่มองภาพ จากบ้างบนกล้องได้โดยลดกล้องให้ต่ำลงแล้วก็มองภาพจากช่องมองได้สดวกสบาย อย่างไรก็ตามกล้องชนิดนี้ก็มีข้อเสีย กล่าวคือเนื่องจากใช้เลนส์ 2 ตัว ตั้งอยู่ในแนวดิ่งซึ่งกันและกัน
         ดังนั้นภาพที่มองเห็นจากเลนส์ตัวบนอาจจะไม่เหมือนกันเลยที่เดียวกับภาพที่ถ่าย ซึ่งเรียกว่าเกิดอาการผิดเพี้ยน จากการตัดส่วนของภาพ (Parallax) ยิ่งเป็นการถ่ายรูปใกล้ ๆ บางส่วนของภาพ จะถูกตัดออกไปแม้ว่าเวลามอง ที่ช่องมองภาพนั้นเป็นภาพสมบูรณ์ก็ตาม อีกประการหนึ่งภาพที่เห็นที่ช่องมองภาพจะกลับซ้ายเป็นขวาเสมอ นอกจากนี้ กล้องชนิดนี้ส่วนมากจะเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ จึงเป็นข้อเสียเปรียบเช่นกัน ฟิล์มที่ใช้อาจมีขนาด 120, 220 หรือ 35 มม . ได้ 
       
        
3.2 แบบเลนส์เดี่ยว (Single Len Reflex) หรือเรียกว่า SLR ซึ่งเป็นที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เพราะสะดวกและง่ายต่อการประกอบภาพ นอกจากนั้นมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ร่วมกันได้มากมาย กล้องชนิดนี้สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ และไม่มีอาการผิดเพี้ยนจากการตัดส่วนภาพ (Parallax) เลย เพราะใช้เลนส์ตัวเดียวทำหน้าที่ทั้งมองภาพ หาระยะชัด และบันทึกภาพ อย่างไรก็ตามกล้องชนิดนี้ก็มีข้อเสียเปรียบ คือ อาจจะชำรุดได้ง่าย เพราะการกระดกขึ้นลง ของกระจก 45 องศา อีกประการหนึ่งเมื่อกดชัตเตอร์จะมีเสียงดังมาก อาจทำให้เกิดการรบกวนได้ โดยเฉพาะถ้านำไปถ่ายรูปสัตว์อาจทำให้เกิดการตื่นตระหนกตกใจได้ นอกจากนั้นเมื่อถ่ายรูปในที่ ๆ แสงมีน้อยอาจทำให้การมองภาพที่ช่องมองไม่ชัดเจนเพราะมีการสะท้อนหลายครั้งที่กระจก และปริซึ่มภายในตัวกล้องทำให้ความเข้ม ของแสงลดลงไปได้ กล้องรีเฟลกซ์เลนส์เดี่ยวส่วนมากใช้ระบบชัตเตอร์ม่านจึงทำให้ใช้ความเร็วของชัตเตอร์ได้สูงมาก การเปลี่ยนขนาดของรูรับแสง ก็มีมากฟิล์มที่ใช้กับกล้องชนิดนี้มีเบอร์ 135, 126, 120, 220 และ 110 ซึ่งสนองความต้องการของผู้ใช้ได้มาก

4. กล้องเล็ก (Miniature Camera) หรือ กล้องวิวไฟเดอร์ (View finder) 
        กล้องชนิดนี้มีบางคนเรียกชื่อว่า เรนจ์ไฟเดอร์ (Range Finder) และบางคนเรียกว่า กล้อง 35 มม . มาตรฐาน (35 mm. Standard Camera) เพราะใช้กับฟิล์มขนาดมาตรฐานคือ 35 มม . กล้องชนิดนี้เหมาะที่สุด สำหรับนักถ่ายภาพสมัครเล่น เพราะออกแบบเพื่อให้สะดวกสบายในการจับถือ มีทั้งชนิดที่ต้องปรับแต่ง และไม่ปรับแต่งความชัด ความเร็วชัดเตอร์และขนาด ของรูรับแสงกล้องชนิดนี้มีลักษณะกระทัดรัดใช้ง่าย ราคาไม่แพงนัก อย่างไรก็ตามก็มีข้อเสียคือภาพถ่ายอาจเกิดอาการผิดเพี้ยนจากการตัดส่วนของภาพ (Parallax) ได้ถ้าถ่ายรูปใกล้กว่า 3 ฟุต เนื่องจากหน้าต่างหาระยะชัดของภาพตั้งอยู่คนละแห่งกับเลนส์คือจะอยู่เหนือเลนส์ถ่ายรูปเล็กน้อย ในปัจจุบันกล้องชนิดนี้ได้พัฒนา ให้เปลี่ยนเลนส์ได้ และมีอุปกรณ์อื่น ๆ ประกอบมากมายจึงทำให้มีผู้นิยมกล้องชนิดนี้อยู่พอสมควร
5. กล้องนักสืบหรือกล้องเล็กพิเศษ ( Ultra-Miniature Camera) 
         เป็นกล้องที่มีน้ำหนักเบามาก กระทัดรัด มีขนาดเล็ก สามารถพกติดตัวไปได้สะดวกสบาย และสามารถแอบซ่อนเพื่อบันทึกภาพ ในกรณีที่ไม่ให้ผู้ถูกถ่ายรูปสังเกตได้กล้องชนิดนี้ ปรับหน้ากล้องโดยอัตโนมัติ มีไฟแวบพร้อมในตัวกล้องใช้ฟิล์ม 16 มม . และกลักเบอร์ 110
6. กล้องหนังสือพิมพ์ (Press Camera) 
         เป็นกล้องที่ออกแบบใช้กับงานด้านหนังสือพิมพ์ ตัวกล้องมีขนาดใหญ่ ส่วนประกอบของกล้องคล้ายคลึงกับกล้องพับคือมีเบลโล (Bellow) สามารถปรับยืดย่นย่อได้ตามต้องการ ปกติกล้องชนิดนี้ ใช้กับฟิล์ม 120 หรือ ฟิล์มแผ่นขนาด 2 1/4 X 3 1/4 นิ้ว และ 4 X 5 เนื่องจากกล้องมีน้ำหนักมาก ดังนั้นนักข่าวหนังสือพิมพ์ และนิตยสารจึงหันมาใช้กล้องแบบสะท้อนเลนส์เดี่ยวแทนกล้องหนังสือพิมพ์ในปัจจุบัน
7. กล้องใหญ่ (Studio Camera) 
         บางครั้งเรียกว่ากล้องวิว (View Camera) เป็นกล้องที่นิยมใช้ตามร้าน
ถ่ายรูปเพื่อธุรกิจการค้า กล้องชนิดนี้มีขนาดใหญ่โตมีน้ำหนักมากจึงไม่เหมาะที่จะนำไปใช้งานภายนอกห้องถ่ายรูปและในการ
ใช้กล้องจำเป็นต้องมีขาตั้ง (Tripod) รองรับตัวกล้อง ฟิล์มที่ใช้กับกล้องชนิดนี้เป็นฟิล์มแผ่นมีขนาดต่าง ๆ เช่น 2 X 3 นิ้ว 5 X 7 นิ้ว 8 X 10 นิ้ว และ 11 X 14 นิ้ว เมื่อถ่ายรูปเสร็จสามารถถอดฟิล์มออกได้ทันที ข้อดีของกล้องชนิดนี้คือจะไม่เกิด อาการผิดเพี้ยนจากการตัดส่วนของภาพ (Parallax) และยังสามารถมองเห็นภาพที่ช่องมองได้อย่างดี เพราะที่มองมีขนาดใหญ่ ทำให้เห็นรายละเอียดของภาพที่จะบันทึกนั้นได้ดีเนื่องจากมีกระจกขยายอันเป็นส่วนประกอบในช่องมองภาพ
          นอกจากนั้นยังสามารถปรับมุมของภาพได้ตามต้องการอย่างไรก็ตามกล้องชนิดนี้ก็มีข้อเสียเปรียบคือ ภาพที่เกิดขึ้นที่ช่องมองภาพนั้นจะมีลักษณะหัวกลับและกลับซ้ายขวา อีกทั้งภาพจะไม่ชัดเจนดังนั้นผู้ถ่ายรูปต้องใช้ผ้าสีดำ คลุมข้างหลังกล้องบนช่องมองภาพ และคลุมศีรษะผู้ใช้ให้สามารถมองภาพได้ชัดเจน ในขณะปรับความคมชัด



8. กล้องถ่ายรูปที่สร้างขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ
         
8.1 กล้องถ่ายรูปแบบสเตอริโอ (Stereo Camera) หรือเรียกว่ากล้องถ่ายรูปสามมิติ (Three Dimension Camera) เป็นกล้องที่ออกแบบ มาเพื่อถ่ายรูปสามมิติ ในตัวกล้องจะมีเลนส์ 2 ตัวเมื่อถ่ายรูปจะได้ 2 ภาพ ซึ่งภาพแรกเป็นภาพที่ตาข้างขวามองเห็น และภาพที่ 2 เป็นภาพที่ตาข้างซ้ายมองเห็น ดังนั้นภาพทั้งสองจึงมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในเวลาที่ดูภาพลักษณะนี้ ต้องใช้เครื่องดูภาพพิเศษจึงจะทำให้เห็นภาพ 3 มิติได้อย่างชัดเจน
         
8.2 กล้องถ่ายรูปโพลารอยด์ (Polaroid Camera) เป็นกล้องถ่ายรูปที่เมื่อถ่ายเสร็จจะได้ภาพทันที เพราะมีกระบวนการล้างอัดอยู่ในตัวฟิล์ม สร้างภาพภายในเวลาเพียง 2-3 นาทีเท่านั้น ภาพที่จะเป็นภาพโฟสิติฟ (Positive) กล้องชนิดนี้เหมาะในการใช้งานที่ต้องการความรวดเร็วรีบด่วน และเพื่องานบางอย่างเท่านั้น ข้อเสียก็คือ ฟิล์มที่ใช้กับกล้องชนิดนี้มีราคาค่อนข้างสูงและภาพที่ได้ไม่มีความคงทนเก็บไว้ได้ไม่นาน เหมือนขบวนการถ่ายรูปทั่ว ๆ ไป
        
8.3 กล้องถ่ายรูปทางอากาศ (Aerial Camera) เป็นกล้องที่ออกแบบมาใช้งานเฉพาะ การถ่ายรูปทางอากาศเท่านั้น มีน้ำหนักมาก ใช้ติดตั้งกับเครื่องบิน หรือยานอวกาศเพื่อการถ่ายรูปสำรวจ หรือทำแผนที่ต่าง ๆ ส่วนประกอบของกล้องชนิดนี้ถูกออกแบบพิเศษมาเพื่อใช้งานเฉพาะจึงไม่สามารถที่จะนำมาใช้ในงานทั่ว ๆ ไปได้
        
8.4 กล้องถ่ายรูปใต้น้ำ (Under Water Camera) เป็นกล้องที่ออกแบบมา เพื่อใช้ถ่ายรูปใต้น้ำโดยเฉพาะตัวกล้องบรรจุอยู่ในกล่องที่แข็งแรงกันน้ำเข้าและ ทนต่อแรงดันของน้ำการควบคุมเพื่อให้กล้องทำงานนั้น มีปุ่มควบคุมอยู่ภายนอกกล่องบรรจุ
        
8.5 กล้องถ่ายรูปจากกล้องจุลทัศน์ (Photomicrographic Camera) เป็นกล้องที่ออกแบบพิเศษ สำหรับงานที่ต้องการถ่ายรูปขยายตั้งแต่ 30:1 ถึง 1000:1 ตัวกล้องจะต่อเข้ากับกล้องจุลทัศน์ สามารถถ่ายรูปได้ตามต้องการ
        
8.6 กล้องรีโปร (Repro-Camera) เป็นกล้องที่ออกแบบเพื่อใช้กับงานการพิมพ์ เพื่อถ่ายรูปลายเส้น ภาพแยกสีและพวกฮาลัฟโทน ต่าง ๆ ซึ่งวัสดุต้นแบบอาจเป็น พวกภาพถ่าย หรือภาพวาดก็ได้หากแต่ต้องมีลักษณะเป็นแผ่นเรียบ
        
8.7 กล้องถ่ายรูปความไวสูง (High Speed Camera) เป็นกล้องที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับงานถ่ายรูปนิ่งที่ต้องการถ่ายวัตถุที่เคลื่อนที่อย่างเร็วมาก ซึ่งกล้องธรรมดาไม่สามารถถ่ายได้ กล้องชนิดนี้มีความไวของชัตเตอร์สูงมาก อาจใช้ถ่ายรูปลูกปืน หรือลูกธนูที่กำลังเข้าหาเป้าได้
        
8.8 กล้องถ่ายรูปสำหรับผลิตภาพขนาดเล็ก (Microphotogra-phic Camera) เป็นกล้องถ่ายรูปที่ออกแบบมาเพื่อใช้ถ่ายรูปขนาดไม่เล็กกว่า 1/10 ของวัตถุต้นฉบับ ดังนั้นจึงเหมาะที่จะนำมาถ่ายรูปวาดวงจรอิเล็กโทรนิคและวงจรไฟฟ้าต่าง ๆ
        
8.9 กล้องพาโนรามา (Panoramic Camera) เป็นกล้องที่ออกแบบ เพื่อถ่ายรูปที่มีมุมของวิวกว้างประมาณเกือบ 140 องศา โดยที่สัดส่วนของภาพ ที่ได้ไม่ผิดเพี้ยนเหมือนการใช้เลนส์ตาปลา กล้องชนิดนี้ นำมาใช้ถ่ายรูปหมู่ที่มีจำนวนคนมาก ๆ นั่งเรียงแถวกันซึ่งกล้องธรรมดาไม่สามารถบันทึกภาพ ให้มีสัดส่วนเหมือนจริงได้การทำงานของกล้องชนิดนี้มีเลนส์ที่หมุนรอบแนวดิ่ง โดยแสงจะผ่านเลนส์แล้วหักเหผ่านช่องแคบที่หมุนตามเลนส์ไปตกลงบนฟิล์ม ที่มีลักษณะโค้งอยู่ด้านหลังของกล้องทำให้การบันทึกภาพออกมาดูเป็นภาพที่มีลักษณะยาวในแนวระดับ
        
8.10 กล้องถ่ายรูปแบบจาน (Disk) เป็นกล้องถ่ายรูปที่บันทึกภาพลงบนแผ่นแม่เหล็ก แทนการบันทึกลงบนฟิล์มถ่ายรูป เมื่อต้องการดูภาพก็สอดแผ่นแม่เหล็ก ลงในเครื่อง จะทำให้เห็นภาพบนจอโทรทัศน์ซึ่งเป็นภาพนิ่งและสามารถพิมพ์เป็นแผ่นได้ นอกจากนี้กล้องชนิดนี้ยังนำไปใช้กับการส่งภาพถ่ายเหตุการณ์ จากจุดหนึ่งเข้ายังโรงพิมพ์ เพื่อพิมพ์ภาพข่าวลงในหนังสือพิมพ์โดยส่งภาพไปตามสายโทรศัพท์ได้ ในปัจจุบันนี้ผู้ผลิตได้คิดค้นและออกแบบให้กล้องถ่ายรูป มีลักษณะการใช้ง่าย สะดวกสบาย และใช้ได้อย่างรวดเร็ว โดยผู้ใช้อาจไม่ต้องมีความรู้ในด้านการถ่ายภาพมากมายก็สามารถใช้กล้องได้อย่างดีบันทึกภาพได้
ตามต้องการและภาพมีคุณภาพ

         ดังนั้นกล้องจึงทำงานแบบอัตโนมัติในการปรับหน้ากล้องปรับระดับชัตเตอร์ตามสภาพของแสงที่ถ่าย เช่น กล้องโกดัก อินสตาเมติด (Kodak Instamatic) กล้องอักฟา แรบปิด (Agfa Rapid) Argus, Minox BL, Yashica Atoron และ อีกหลาย ๆ ยี่ท้อหรือให้ผู้ใช้ได้เลือกใช้ถ่ายรูปตามความต้องการกล้องอัตโนมัติบางชนิดสามารถบอกวัน เดือน ปี หรือ แม้กระทั่งเวลาในการบันทึกภาพนั้น ๆด้วยกล้องชนิดนี้เหมาะมากในการนำมาใช้เพื่อเก็บข้อมูลทางสังคมศาสตร์และ มนุษยศาสตร์ นอกจากจะบอกรายละเอียดต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วยังใช้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ถ้าแสงไม่พอที่จะพอ ที่จะถ่ายรูปก็สามารถเปิดไฟแฟลชได้โดยอัตโนมัติอีกด้วย
        ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีประเภทชิป (chip) มาใช้แทนฟิล์มถ่ายภาพและได้ภาพประเภทดิจิตอล (Digital) ที่สามารถโหลด (load) เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วพิมพ์ (print) หรือนำไปใช้กับงานสื่อประสม (Multimedia) อื่น ๆ ได้